วันพุธ, กุมภาพันธ์ ๒๐, ๒๕๕๑

นักวิชาการจวก'สมัคร'ปิดเบือน6ตุลาฯ บันทึก'เบนเนท'คนตาย300คน


Horror in Pink (2001) - 2
ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/arthit/1998714347/

นักวิชาการจวก'สมัคร'ปิดเบือน6ตุลาฯ บันทึก'เบนเนท'คนตาย300คน

20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 01:00:00
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

"นักวิชาการ"ตั้งวงชำแหละเหตุการณ์ 14 – 6 ตุลา จวก 'สมัคร'บิดเบือน อ้าง"นิโคลัส เบนเนท"บันทึกมีคนตาย 300 คนและอีก 1,100 คนถูกจับข้อหาเป็นภัยกับสังคม เสนอชำระประวัติศาสตร์นำเป็นบทเรียนทางการเมืองไทย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ได้จัดเสวนา “จาก 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา และพฤษภาเลือดประวัติศาสตร์บาดแผลกับบท(ไม่เรียน) ของเรา” ซึ่งได้รับความสนใจจาก อาจารย์ นักศึกษา และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ รวมถึงสื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่เรารับรู้ก็คือว่า การพยายามทำให้ประวัติศาสตร์ซึ่งควรจะเป็นบทเรียนของบ้านเมืองของเรา เป็นสิ่งซึ่งถูกทำให้คล้ายเป็นเรื่องไร้สาระ สิ่งที่รัฐได้ทำอยู่ตลอดเวลา ผู้ปกครองได้แสดงความเห็น คือการทำให้เรื่องประวัติศาสตร์ไม่น่าสนใจดีที่สุดคือให้ลืมเสีย สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่คือการเมืองภาครัฐที่ทำให้เราลืมมากกว่าทำให้เราจำ นี้คือสงครามทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมของเรา ถ้าเราไม่สามารถตกลงอะไรกับอดีตของเราได้ ตนเชื่อว่า ปัจจุบันไม่ดีอย่างที่เราเป็นและอนาคตก็คงไม่สดใส

นายชาญวิทย์ กล่าว ว่า ทางสมาคมจดหมายเหตุสยามพยายามรวบรวมเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้เสียชีวิต ขณะนี้มี 30 รายชื่อพร้อมทั้งรูปภาพประกอบ ภาพนักศึกษาถูกแขวนคอ และถูกตอกลิ่ม ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่ามีคนตายแค่คนเดียวอย่างที่นายสมัครระบุ

นอกจากนี้ นิโคลัส เบนเนท นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวต่างประเทศได้บันทึกไว้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา มีคนตาย 300 คน และอีก 11,000 คน ถูกจับข้อหาเป็นภัยกับสังคม ซึ่งเนื้อหาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต

ด้านนายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกาถานำ "เรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลกับบท(ไม่)เรียน” ว่า คนไทยเป็นคนที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์สูงยิ่ง แต่ทำไมถึงมีบางคนจำประวัติศาสตร์บางเรื่องบางตอนในอดีตของตนเองไม่ได้ หรือจำได้อย่างเบลอๆ หรืออาจเรียกว่าอย่างบิดเบี้ยวไปได้ อย่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระดับนานาชาติ ของ ฯพณฯ นายกของสยามไทยว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา มีคนเคราะห์ร้ายตายไปเพียงคนเดียวเท่านั้น (ซีเอ็นเอ็น) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนักศึกษาที่ถูกจับไปราว 3,000 คน ต่อสำนักข่าว(อัลจาซีรา)นั้นว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำร้าย เป็นแนวประวัติศาสตร์ที่มองโลกในแง่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ลึกลงไปการหลงลืมในเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่นั้น

การเคลื่อนไหวปฎิวัติวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และการปราบปรามการชุมนุมของนักศึกษาอย่างนองเลือดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เรียกรวมว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม นั้น บอกหรือแสดงให้เราเห็นอะไรบ้าง ประการแรกคือ หากผู้นำการเมืองและสังคมจนถึงปัจจุบันยังไม่เข้าใจถึงผลกระทบและเจตนารมณ์ของการลุกขึ้นประท้วงในเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็แสดงว่าระบบและสถาบันการเมืองอันรวมถึงบุคลากรทางการเมืองของเราด้วย มีสายตาสั้น และบิดเบือนอย่างยิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่การกระทำและการปฎิวัติทางการเมืองในระบอบที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยที่สืบทอดกันมานี้ ถึงเต็มไปด้วยความไร้สาระ และไร้ซึ่งจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างยิ่ง

ส่วนกรณี 14 ตุลา แม้ไม่ใช่การปฎิวัติ แต่ผลจากการเคลื่อนไหวอันใหญ่โตที่มีประชามหาชนทุกชนชั้นทุกวงการเข้าร่วมอย่างกว้างขวางมากที่สุด ได้ส่งผลที่เทียบเท่ากับการปฎิวัติผลักดันระบบชีวิตการเมืองไทย ให้เข้าสู่ช่างการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เฉกเช่นทีได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 เป้าหมายอันสำคัญยิ่งในการลุกฮือขึ้นประท้วงและนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการถนอม ประภาส ก็คือระบบราชการที่นำไปสู่การสร้างอภิสิทธิชนและการคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ” นายธเนศ กล่าว

สามทศวรรษที่ผ่านไป รัฐและสังคมไมได้ดำเนินการคลี่คลายปมปัญหาของความขัดแย้งเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็น กล่าวคือการทำให้เหตุการณ์เดือนตุลาเป็นเรื่องราวที่สังคมและผู้คนส่วนใหญ่รับรู้ทั้งความหมายและเหตุการณ์อย่างที่มันเป็นจริงเหมือนๆกัน ไม่ใช่ยังเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นความทรงจำของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นความทรงจำที่ขัดแย้งกันโดยเฉพาะหากผู้กระทำยังเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐอยู่ ในขณะที่ฝ่ายผู้ที่เคยเป็นเหยื่อก็ยังอยู่ในฐานะของผู้ไร้อำนาจและความชอบธรรม ในการพูดถึงความจริง หากเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ยังไม่อาจเป็นประวัติศาสตร์ได้ และก็ยังเป็นแค่ตำนานเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะที่คนเล่าคือคนสร้างความจริง ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ

นายธเนศ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่คาใจและข้องใจคนที่รับรู้ประวัติศาสตร์เดือนตุลา ไม่ว่าจะโดยรูปแบบอะไรก็ตาม คือปัญหาว่า เมื่อไรความจริงของเหตุการณ์เดือนตุลาทั้ง 14 และ 6 ตุลา จึงจะปรากฏออกมาชัดแจ้ง และเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้เก็บบทเรียนกันอย่างจริงจังต่อไปได้ พูดได้ว่า นี้คือปัญหาของระบบการเมืองไทยด้วย ที่ไม่อาจเก็บรับและศึกษาบทเรียนจากความผิดพลาด ในอดีตของตนเองได้ ความจริง ความยุติธรรม และความเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่หายาก เหมือนควานหาเข็มในมหาสมุทร เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการสร้างและทำให้ประวัติศาสตร์ที่เป็นของประชาชนผู้เสียเปรียบให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปแทบไม่ได้

ต่อมา นางสาว กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การเปลี่ยนผ่านของอดีตฝ่ายซ้ายในการเมืองปัจจุบัน” ที่มหาวิทยาลัย LSE ประเทศอังกฤษกล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง "6 ตุลา-บท (ที่ไม่)เรียนของสังคมไทย” ว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยและคนที่ไม่ได้ร่วมสมัย 6 ตุลา เติบโตและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาแบบขาดๆเกินๆ เมื่อเริ่มเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ของเขตความเข้าใจที่คนส่วนใหญ่จะไปได้ถึง คือ ภาพการต่อสู้ระหว่างนักศึกษาก้าวหน้าและฝ่ายซ้าย ผู้รักประชาธิปไตย กับการใช้อำนาจและความรุนแรงของฝ่ายรัฐและฝ่ายขวา มันเป็นภาพการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเสี้ยวเดียวของการเข้าใจ 6 ตุลา ที่แท้จริง แล้วเมื่อเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป ตัวแสดงต่างๆ ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา เปลี่ยนบทบาท และโฉมหน้าไปแล้ว สังคมและการเมืองต่างก็ซับซ้อนขึ้น การเข้าใจ 6 ตุลายิ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับสังคมโดยรวมและคนรุ่นต่อๆมา

นางสาวกนกรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากฟูมฟายถึงความยากและซับซ้อนของกระบวนการสร้างบทเรียน 6 ตุลาให้กับสังคมแล้ว สิ่งที่ตนพยายามจะทำ ในเวลาสั้นๆที่เหลือ คือ การพยายามตอบคำถามที่ว่า ทำไมประวัติศาสตร์ 6 ตุลาจึงกลายเป็น บท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย ผ่านปรากฏการณ์วิวาทะระหว่าง คุณสมัครกับแรงต้าน และความไม่พอใจที่มีต่อสิ่งที่คุณสมัครพูด

คำตอบเบื้องต้นต่อคำถามหลักนี้ มี 3 เรื่องใหญ่ๆที่โยงกันอยู่คือ ประเด็นที่หนึ่ง การสังคายนาประวัติศาสตร์ 6 ตุลาเป็นเรื่องยากมาก ทั้งในแง่การกระบวนการเขียนประวัติศาสตร์ ซึ่งขาดกระบวนการค้นหาและและความกล้าในการพูดถึงความจริงของ 6 ตุลาที่มากไปกว่าความรุนแรงและจำนวนตัวเลขคนตาย และในแง่ของกระบวนการต่อสู้เชิงอำนาจในการสร้างการรับรู้ถึงประวัติศาสตร์ภาคประชาชนของไทย ประเด็นที่สอง ในเงื่อนไขการเมืองปัจจุบัน ทำให้สังคมยากที่จะเชื่อมโยง ประวัตศาสตร์ที่ไม่ชัดเจน กับบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้มีส่วนร่วมและบทบาทใน เหตุการณ์ 6 ตุลา ประเด็นที่สาม การใช้วิวาทะทางประวัติศาสตร์ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง

นางสาวกนกรัตน์ ระบุว่า เราต้องยอมรับความจริงว่า การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยของสังคมไทย เป็นเรื่องใหม่มาก เราไม่ได้กำลังพูดถึงการเรียนการศึกษาในระบบ โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่หมายถึงกระบวนการเขียน การเข้าถึง และการผลักดันประวัติศาสตร์เข้าสู่การรับรู้ของผู้คน ที่ผ่านมาการเขียน เนื้อหา และช่องทางในการผลักดันการรับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าขุนมูลนาย นักการเมือง หรือ ผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจ

เพราะการเขียนประวัติศาสตร์ภาคประชาชน คือ กระบวนการต่อสู้ทางการเมืองอย่างหนึ่ง ประวัติศาสตร์ทั้งโลกถูกเขียนถูกครอบโดยชนชั้นนำ และอำนาจในการสร้างประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำเพื่อกดทับความจริงในสังคม การให้ได้มาซึ่งประวัติศาสตร์ภาคประชาชนนั้น ซึ่งสำหรับสังคมไทยเรายังอยู่ในระยะเริ่มต้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจไม่ได้ว่า ทำไมการเขียนประวัติศาสตร์ 6 ตุลา จึงยังอยู่ในระยะตั้งไข่

“ สำคัญไม่แพ้กัน นอกจากความกล้าหาญในการลุกขึ้นมาแย้งความไม่จริงของสิ่งที่คุณสมัครพูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยตัวและความรุนแรงแล้ว ความกล้าในการอ้าปากพูดถึงประวัติศาสตร์ของตนเของของอดีตนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาให้ไปไกลว่าเรื่องของคนตายและความรุนแรงที่ถูกกระทำโดยรัฐ “ นางสาวกนกรัตน์ ระบุ

นางสาวกนกรัตน์ กล่าวอีกว่า เราต้องยอมรับการเสียที่ว่า 6 ตุลา คือ การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าใครจะยอมรับหรือไม่ว่า ตนเองเคย เรียนรู้ เคยเชื่อ และมีปฏิบัติการทางการเมืองผ่านอุดมการณ์แบบ ขวา ซ้าย แต่นั้นคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้น กับพวกเขา หลังการปราบปราม ทุกฝ่ายต่างเต็มไปด้วยบาดแผล การกลับมายืนอีกครั้งในสังคมที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางอุดมการณ์ทางการเมือง ทำให้ทุกฝ่ายไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะอดีตฝ่ายซ้าย แม้แต่ฝ่ายขวาอย่างคุณสมัครเอง พยายามหลีกเลี่ยงและสร้างตัวตนใหม่ ความชอบธรรมใหม่ๆทางการเมือง เพื่อเจือจาง ภาพประวัติศาสตร์ในอดีตเขา การจะง้างปากให้คนเล่านี้พูดถึงความจริง เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

อดีตนักศึกษา เองก็ต้องเผชิญกับความอิหลักอิเหลื่อในการพูดถึงตนตนของพวกเขาเองในอดีต เพราะในสังคมแบบนี้มีพื้นที่ให้กับพวกเขาน้อยมาก ความไม่แน่ใจต่อ การยอมรับที่สังคมมีต่อประวัติศาสตร์ของพวกเขา ทำให้พวกเขาเองลดทอนความจริงทางประวัติศาสตร์ที่พวกเค้าพยายามจะสร้าง

การพูดถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของ การต่อสู้ของนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคม กับการใช้ความรุนแรงของรัฐ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม การพูดถึงประวัติศาสตร์ ไม่เคยไปไกล กว่า ใครทำอะไรที่ไหน จำนวนคนตาย รูปแบบการใช้ความรุนแรงของรัฐ แต่คำถามว่าจริงๆอะไรที่นำมาสู่การก่อตัวของ 6 ตุลา

แน่นอนว่า มีอาจารย์ และนักวิชาการหลายท่านพยายามเขียนงานวิเคราะห์ที่มีพลังต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่ที่ไม่ใช่เรื่องของงานวิชาการแต่เรากำลังพูดถึงกระบวนการเขียนและการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ ที่ต้องสร้างขึ้นโดย การมีส่วนร่วมของคนมากมายในสังคม

“ประสบการณ์ส่วนตัวของดิฉันในการทำงานวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนผ่านของอดีตฝ่ายซ้ายในการเมือง ปัจจุบัน ดิฉัน เจอ ปัญหามากมายในการเชื้อเชิญให้อดีตนักศึกษาฝ่ายซ้าย ถ่ายทอดเรื่องราวจริงๆ ของพวกเค้า เกือบทุกคนที่ดิฉันคุยด้วย ต้องเริ่มต้นจากการประเมินท่าทีของดิฉันว่าเป็นใคร มาจากไหน ยอมรับเค้าได้หรือเปล่า ดิฉันต้องสร้างความไว้วางใจจากคนเหล่านี้ ก่อนที่เค้าจะยอมเล่าเรื่องราวของพวกเค้า แต่เมื่อเครื่องติดแล้ว ทุกคนมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่หาอ่านไม่ได้ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่ไหน แต่นั้นสะท้อนอะไร มันสะท้อน ว่าเรื่องราวก่อน 6 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลา และผลกระทบของ 6 ตุลา ยังคงเป็นเรื่องปิดที่พูดคุยกันในเฉพาะกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ” ดิฉันว่าเราต้องเลิกพูดกันได้แล้วว่า ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เป็นประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ลงตัว เราต้องเลิกโทษนักศึกษา เด็กรุ่นใหม่เสียที ถึงประเด็น 16 ตุลา ใครจะไปรู้ ใครจะไปเข้าใจในเมื่อ จริงๆ ไม่มีอะไรให้เค้าเข้าใจ ไม่อยากจะพูดว่าแม้แต่ตัวดิฉันเอง ถ้าไม่ได้มาทำงานเรื่องนี้ สนใจเรื่องนี้ นั่งไล่ อ่านงานเรื่อง 6 ตุลาซึ่งมีอยู่กระจัดกระจาย ก็ ยากที่จะเข้าใจว่า ความจริงคืออะไร” อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามนักวิชาการผู้นี้ กล่าวว่า ที่เป็นปัญหา และที่มาของการทำให้ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาไม่เป็นบทเรียนสังคมไทยคือ กระบวนการเขียนประวัติศาสตร์มันจะมีปัญหาในตัวมันเองแล้ว ในเงื่อนไขการเมืองปัจจุบัน ที่อดีตตัวแสดงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ได้เปลี่ยนแปลงสถานะภาพบทบาททางการเมือง ไปแล้ว ทำให้เป็นเรื่องยากที่สังคมจะเชื่อมโยงและเข้าใจ และยอมรับที่จะเรียนรู้บทเรียน 6 ตุลา ภายใต้เงื่อนไขและกระแสที่โลกทั้งโลกถูกบังคับให้เชื่อและยอมรับเสรีนิยมประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง อดีตฝ่ายขวาปรับตัวและกลับมาสร้างความชอบธรรมฝ่ายกระบวนการเลือกตั้ง กรณีคุณสมัครเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ใครว่าคุณสมัครยังเหมือนเดิม อดีตฝ่ายขวา ปรับตัวได้ดีมากกลับเงื่อนไขการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เขากลับเข้ามาใช้กระบวนการเลือกตั้ง เป็นบันไดในการกลับมามีบทบาทและสถานะทางการเมือง

“ สิ่งที่คุณสมัครอาจจะไม่เปลี่ยน คือ การใช้ยุทธศาสตร์ propaganda อย่าเพิ่งเข้าใจผิด propaganda ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า โกหก ความหมายของ propaganda ที่แปลว่า โกหกเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ หลังสังคมครามโลกครั้งที่สอง ในช่วง Nazi แพ้สงคราม ก่อนหน้านี้ propaganda หมายถึงการเผยแพร่ ความเชื่อ แต่หนึ่งในยุทธศาสตร์ของการเผยแพร่ความเชื่อ คือ If you have to lie, you have to give the big one คือ ถ้าคุณต้อง โกหก คุณต้องโกหกคำโต และยืนยันสิ่งที่คุณพูดอย่างหนักแน่น” นักวิชาการผู้นี้กล่าว

นางสาวกนกรัตน์ กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะเพียงฝ่ายขวาที่เปลี่ยนแปลงไป อดีตฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายซ้ายหลายต่อหลายคนเข้าไปทำงานร่วมกับอดีตฝ่ายขวา ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งที่เชื่อว่าตนเองยังคงรักษาจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง คือ ไม่ยอมรับอดีตฝ่ายขวา และยังคงต่อสู้กับการสถาปนาอำนาจของการเมืองแบบชนชั้นนำ หรือ Elite Politics คนเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนมโนทรรศน์ที่สังคมมีต่อเขา ด้วยภาพที่ซ้อนทับกันของ 14 ตุลาและ 6 ตุลา การชูธงประชาธิปไตย การไฮไลประเด็น “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” หรือ “คนเดือนตุลา” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คน 6 ตุลาประสบความสำเร็จในการสร้างพื้นที่เล็กๆในการดำรงฐานทางการเมืองของพวกเขา

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าท่ามกลางเงื่อนไขประวัติศาสตร์ 6 ตุลาที่ไม่เคยได้รับการชำระ เนื้อหาที่ไม่เคยไปไกล กว่าความรุนแรงบนท้องถนน และจำนวนคนผู้เสียชีวิต ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายของคนกลุ่มต่างๆ จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายที่สังคมจะสามารถและทำความเข้าใจ เพราะฉะนั้นการถามถึงบทเรียน และบทที่ไม่เรียนของ 6 ตุลา สำหรับตนเองจึงเป็นโจทย์ที่ยากมาก และประเด็นที่สุดท้าย พยายาม พาพวกเรากลับมาสู่ ปรากฎการณ์วิวาทะระหว่าง คุณสมัครกับแรงต้าน และความไม่พอใจที่มีต่อสิ่งที่คุณสมัครพูด

“ ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งถ้าการลุกขึ้นมาทักท้วงเรื่องสิ่งที่คุณสมัครพูดเป็นความพยายามและจะสามารถจุดประกายให้เกิดการสังคยนาประวัติศาสตร์ 6 ตุลาอย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปสู่ย่างก้าวในการสร้างและนำไปสู่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน ในวงกว้าง แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ปรากฎขึ้น คือ ข้อถกเถียงจำกัดอยู่ที่ เรื่องของ จำนวนผู้เสียชีวิต ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลา หรือ การสร้างภาพความเชื่อมโยงการกลับมาของ 6 ตุลาในเงื่อนไขการเมืองโดยมอง 6 ตุลาเป็นเพื่อเรื่องประวัติศาสตร์ แห่งความรุนแรง เพราะสิ่งที่สื่อ และอดีตผู้ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์ 6 ตุลา แย้งต่อคุณสมัครนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้สูญญากาศที่มีเฉพาะความไม่พอใจต่อสิ่งที่คุณสมัครพูด แต่มันเกิดขึ้นท่ามกลาง การสนับสนุน-ต่อสู้ ระบอบทักษิณ การปฏิเสธการยอมรับการรัฐประหาร 19 กันยา การพอใจและเบื่อหน่ายทางการเมืองภายใต้รัฐบาลคุณสมัครที่กึ่งยอมรับความเป็น รัฐบาลนอมินีของคุณทักษิณ” นางสาวกนกรัตน์ กล่าว

นางสาวกนกรัตน์ กล่าวว่า การขึ้นมาของคุณสมัคร เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับว่า แม้แต่อดีตนักศึกษา 6 ตุลา ทั้งที่เชียร์ อยู่ร่วมกับคุณทักษิณ ก็กระอักกระอ่วน เพราะฉะนั้นสำหรับกลุ่มอดีตนักศึกษาในปีกต้านคุณทักษิณ ไม่ต้องพูดถึง ความพลาดของคุณสมัครในการพูดเรื่องจำนวนคนตาย กลายเป็นเรื่องที่ช่วยให้กระบวนการแซะรัฐบาลคุณสมัครเริ่มต้นขึ้น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก เรื่อง 6 ตุลา กลายเป็น Hot issue นอกฤดูกาล เดือนตุลา แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาคือ ถ้าการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ กลายเป็นเพียงยุทธศาสตร์ ที่รองรับการต่อสู้ทางการเมือง ในปัจจุบัน สังคมคงจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจาก 6 ตุลา
.............................................................................
พุธ 20
กุมภา 51

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ ๑๘, ๒๕๕๑

"อย่าหยุดแค่นายสมัคร" โดย ธงชัย วินิจจะกูล


การเมืองเรื่องตัณหา หนังสือประเภทอัตชีวประวัติสมัคร สุนทรเวช ราว พ.ศ.2521
หาอ่านได้ทั้งเล่มที่ http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6298152/P6298152.html
ที่มาภาพ : http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/281/281/images/Samuk-Book-Small.jpg


อย่าหยุดแค่นายสมัคร
ธงชัย วินิจจะกูล

ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 16 กุมภาพันธ์ 2551
http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/16/W...p?newsid=230393

ผมติดตามกรณีนายสมัคร สุนทรเวช พูดเกี่ยวกับ 6 ตุลาด้วยความรู้สึกเซ็ง เศร้า และขยะแขยง

นายสมัครพูดจาไม่รับผิดชอบ บิดเบือนข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ไม่ได้เกี่ยวกับการตีความหรือขึ้นต่ออุดมการณ์ใดๆ เลยสักนิด นายสมัครแกล้งลืมหรืออาจพร่ำบอกโกหกตัวเองตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญอะไร เพราะเขารู้ว่าเป็นรอยด่างอัปลักษณ์ในประวัติของเขาที่หลงตัวเองว่า เก่งดีงามกว่าคนอื่น

การจงใจทำให้ 6 ตุลา กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ต่อสังคมการเมืองไทยเป็นเรื่องน่าเศร้า น่าขยะแขยง เป็นการปฏิเสธความสำคัญของทุกๆ ชีวิตที่ดับสูญไปฉับพลันในวันนั้น ไร้ความเคารพต่อพวกเขา ครอบครัวของเขา และผู้ได้รับผลกระทบเสียหายอีกมากมาย จากเหตุการณ์ 6 ตุลา

เราต้องประณามนายสมัครและต่อสู้กับการบิดเบือนลบเลือนประวัติศาสตร์อย่างน่าขยะแขยงเ
ช่นนั้น


แต่นายสมัครไม่ใช่คนแรกหรือคนเดียวที่พยายามทำเช่นนี้ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อกรรมทำเข็ญในโศกนาฏกรรมดังกล่าว ทั้งระดับผู้ปฏิบัติการรายย่อยๆ ตลอดถึงผู้บงการประสานงานวางแผนระดับสูงต่างทำอย่างเดียวกับนายสมัครทั้งสิ้น

สังคมไทยโดยรวมก็ทำไม่ต่างจากนายสมัครเท่าไรนัก คือ แกล้งลืมหรืออาจพร่ำบอกโกหกตัวเองตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญอะไร เพราะสังคมไทยรู้ว่าเป็นรอยด่างอัปลักษณ์ในประวัติของสังคมไทยที่หลงตัวเองว่า ดีงามสูงส่งวิเศษกว่าสังคมอื่น สังคมไทยไม่เคยตอบรับเสียงเรียกร้องให้ทำการสะสางความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่เคยพยายามให้คำตอบกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ไม่เคยคิดถึงความยุติธรรม ไม่เคยเอาจริงเอาจังกับประวัติศาสตร์

การบิดเบือนไม่รับผิดชอบของนายสมัครไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่เป็นตัวแทนของผู้คนทั่วไปในสังคมไทย รวมทั้งปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์นักเคลื่อนไหวหลายคน ที่กำลังวิจารณ์นายสมัครอย่างเอาเป็นเอาตายด้วย

นายสมัครปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทของตนก่อนและหลัง 6 ตุลาใหม่ๆ มีส่วนสร้างและกระพือความเกลียดชังด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามกับ
ตน (ทั้งนักศึกษาฝ่ายซ้ายและคู่ปรับของตนในพรรคประชาธิปัตย์) เป็นบทบาททำนองเดียวกับวิทยุยานเกราะ ทมยันตี นักการเมือง และนักพูดนักจัดรายการวิทยุอีกหลายคนในระดับต่างๆ กันไป ความเกลียดชังจนเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจที่ต้องกำจัดทำลายเป็นปัจจัยหนึ่งของความโห
ดเหี้ยมเมื่อ 6 ตุลา

กระบอกเสียงของฝ่ายขวาเหล่านี้เป็น "เป้า" ที่เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องคิดวิเคราะห์อะไรเลย แต่หากใครคิดว่า 6 ตุลาเกิดขึ้น เพราะคนพวกนี้แค่นั้น ต้องนับว่าตื้นเขินอย่างเหลือเชื่อ

ผู้มีบทบาทอย่างสำคัญ ทั้งในการสร้างความเกลียดชัง จัดตั้งกลุ่มฝ่ายขวา วางแผน สั่งการ จนเกิดการใช้ความรุนแรงถึงชีวิต กลับมักเป็นคนที่ไม่ออกมาแสดงตัวโผงผาง หลายคนทำตัวดีเลิศประเสริฐศรี เป็นผู้นำเรียกหาคุณธรรม จนผู้คนนับหน้าถือตากันทั้งบ้านเมือง

ปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหวการเมืองทั้งหลายไม่รู้ข้อนี้ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ จึงไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสอบถามตัวการผู้มีบทบาทอย่างสำคัญเลย แถมหลายคนกลับร่วมสังวาสทางการเมืองกับคนเหล่านี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างใด ทำตัวน่ารังเกียจไม่ต่างจากพวกที่เขาเรียกว่า ตุลาชิน ที่ร่วมมือกับนายสมัครในขณะนี้

หากต้องการชำระสะสาง 6 ตุลาจริง กรุณาอย่าหยุดแค่ประณามนายสมัคร แต่ขอให้สืบสาว ตั้งคำถามและประณามอีกหลายคน ที่ยังคงมีบทบาทอำนาจทางการเมืองสูงเช่นกัน อาทิเช่น

1. นายพันฝ่ายข่าวทหาร ซึ่งต่อมาเป็นนายพลก่อนลาออกจากราชการ เขาทำหน้าที่ประสานงานกลุ่มฝ่ายขวาเพื่อต่อต้านนักศึกษา มีบทบาทสูงในการต่อต้านนักศึกษาที่เคลื่อนไหวให้ถอนฐานทัพอเมริกัน เป็นผู้จัดการชุมนุมฝ่ายขวาครั้งสำคัญที่สนามไชย เมื่อปี 2519 เป็นคนสำคัญในการชุมนุมกลุ่มฝ่ายขวา ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลา เขามีบทบาทสูงมากในพันธมิตรต่อต้านทักษิณ และเพื่อการรัฐประหารที่ผ่านมา

ถ้าหากบทบาทของคนๆ นี้ไม่ชัดเจนเท่านายสมัคร ก็น่าที่จะสืบสวนหาความกระจ่าง อย่ามักง่ายเอาแค่เป้าที่เห็นง่ายๆ ทั้งๆ ที่บทบาทประสานงานกลุ่มฝ่ายขวาน่าจะสำคัญต่อ 6 ตุลาไม่น้อยกว่านายสมัคร

2. นายพลที่มีบทบาทสำคัญต่อการปราบปรามคอมมิวนิสต์สมัยนั้น เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยการจัดตั้งกลุ่มขบวนการฝ่ายขวาขึ้นม
า รวมทั้งมอบหมายให้เพื่อนสนิทของเขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง และให้นายพันคนสนิทของเขา (ในข้อ 1) ประสานงานกับอีกหลายกลุ่ม นายพลคนนี้ต่อมาเป็นใหญ่เป็นโตมาก ทั้งในรัฐบาลและอำนาจแฝงเหนือรัฐบาล ฝ่ายขวาที่ถูกเขาใช้แล้วทิ้งให้ฉายาเขาว่าเป็น "นักฆ่าฯ" ในขณะที่สังคมยกย่องให้เขาเป็นผู้มีคุณธรรมสูงยอดคนหนึ่ง

ปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์ที่แคร์กับ 6 ตุลามากในการวิจารณ์นายสมัคร กลับเชิดชูปกป้อง "นักฆ่าฯ" ผู้นี้อย่างสุดใจเมื่อไม่นานมานี้เอง หากบทบาทของเขาไม่ชัดเจนเท่านายสมัคร ก็น่าที่จะทำการบ้านและลงแรงสืบสวนเสียบ้าง แทนที่จะพอใจแค่การโจมตี เป้าที่เห็นชัดๆ แต่กลับร่วมสังวาสทางการเมืองกับผู้มีบทบาทในการก่อความรุนแรงยิ่งกว่านายสมัครเสียอีก

3. ใครสั่งตำรวจตระเวนชายแดน ณ 02.00 น. ของวันที่ 6 ตุลา ให้เคลื่อนกำลังจากหัวหิน เพื่อมาถึงธรรมศาสตร์ทันเวลาลงมือ ณ 06.00 น. พอดี ผู้สั่งต้องรู้แผนการหรือเกี่ยวข้องกับผู้รู้แผนการว่าจะเกิดอะไรในตอนเช้า จนบัดนี้ดูเหมือนว่าความจริงข้อนี้เป็นความลับที่สุดข้อหนึ่ง แต่กลับไม่มีปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์สืบสาวให้ถึงต้นตอของเรื่องนี้เลย เพราะความจริงข้อนี้อาจนำไปสู่ตัวการสำคัญที่พวกเขาพยายามทำเป็นไม่รู้และไม่ต้องการ
รับรู้

4. ในการปลุกระดมกระพือความเกลียดชัง มีหลายฝ่ายหลายกลุ่มที่มีบทบาทไม่น้อยกว่านายสมัครเลย ที่สำคัญมากๆ ได้แก่ วิทยุยานเกราะ และลูกเสือชาวบ้าน จนบัดนี้ ไม่เคยมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นวิทยุของทหารทั่วประเทศ สร้างความเกลียดชังถึงขนาดนั้น ใครมีส่วนทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างอันตรายขนาดนั้น ทั้งสองกลุ่มเป็นกลไกที่ต้องอาศัยผู้มีอำนาจร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง ต้องมีการประสานงานวางแผน และทำงานเป็นระบบกว่านายสมัครหลายเท่านัก

ถ้าหากต้องการชำระสะสาง 6 ตุลาจริง เพราะต้องการความจริงและความยุติธรรม เพื่อเชิดชูการเสียสละของวีรชน 6 ตุลาจริง กรุณาอย่าหยุดแค่นายสมัคร แต่กรุณาสืบสาวและตั้งคำถามกับคนที่มีบทบาททำให้คนตายที่สำคัญกว่าปากของนายสมัคร เอาให้ถึงตัวการสำคัญๆ มากเท่าไรก็ยิ่งดี และอย่าร่วมสังวาสทางการเมืองกับคนพวกนี้ ซึ่งวางแผน บงการ และอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมคราวนั้น

การจำกัดโจมตีแค่เป้าที่เห็นชัดๆ แต่ไม่พูดถึงตัวการสำคัญๆ อาจช่วยให้ปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ปลอบตัวเองได้ว่า ตนกำลังทำเพื่อ 6 ตุลา ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงเป็นการหลอกตัวเอง และหลอกสังคมไทยต่อไปเรื่อย

หากจงใจเล่นงานแค่นายสมัครเพื่อผลทางการเมืองขณะนี้ แต่กลับร่วมสังวาสทางการเมืองกับผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความรุนแรงเมื่อ 6 ตุลา ก็ต้องนับว่าเป็นการโกหกแหกตาประชาชนแค่นั้นเอง เป็นการฉวยโอกาสใช้ 6 ตุลาเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองอย่างมักง่าย ไม่ได้เคารพผู้เสียชีวิตเมื่อ 6 ตุลาเลยแม้แต่น้อย

การใช้ 6 ตุลาเป็นเครื่องมือในวันนี้ เพื่อสร้างประโยชน์ทางการเมืองแก่กลุ่มการเมืองที่วางแผน บงการ และอยู่เบื้องหลังอาชญากรรม 6 ตุลา เท่ากับเป็นการทำร้ายผู้เสียสละ เมื่อ 6 ตุลาซ้ำอีกครั้ง

เป็นการสังหารวีรชนซ้ำอีกครั้งอย่างน่าขยะแขยง น่าทุเรศที่สุด


ดูเอาเองก็แล้วกันว่า ใครกำลังทำเพื่อความความจริง ความยุติธรรม และเพื่อวีรชน 6 ตุลา ใครกำลังฉวยโอกาสทำร้ายวีรชนซ้ำอีกครั้ง
....................................
จันทร์ 18
กุมภา 51

นิสิตจุฬาฯ ภาคประวัติศาสตร์ จี้หมัก ‘หยุดบิดเบือน’ 6 ตุลาฯ


ที่มาภาพ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E:Oct06-08.jpg

ประชาไท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 นิสิตจำนวนหนึ่งของภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รวมตัวกัน ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ โดยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 โดยอ้างถึงการที่นายสมัครให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งนายสมัครระบุว่า ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา มีเพียงแค่คนเดียว

จากกรณีดังกล่าว ทำให้กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท้วงติงต่อผู้นำรัฐบาลคนใหม่ให้กลับไปศึกษาข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ตามสื่อต่างๆ ทั้งของประเทศไทยและต่างชาติ จะเห็นว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีมากกว่าหนึ่งคน แม้แต่รายงานของทางรัฐก็ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 46 คน

การให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับคนรุ่นใหม่ จึงเรียกร้องให้นายสมัครยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว ไมว่านายสมัครจะตั้งใจหรือไม่ พร้อมกันนี้ ในแถลงการณ์ฯ ได้ระบุว่า สังคมไทยควรยอมรับความจริงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้กิดขึ้น และยังไม่มีความกระจ่างแต่อย่างใดว่าใครคือผู้มีอำนาจสั่งการและทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ขึ้น กลุ่มนิสิตฯ ได้กล่าวด้วยว่า หากสังคมไทยยุติการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ จะช่วยให้การสรุปบทเรียนแก่คนรุ่นหลังเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ กลุ่มนิสิตฯ ได้ยืนยันว่า การออกมาเรียกร้องท้วงติงนายสมัครในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองแต่อย่างใด เพียงหวังว่าการผลักดันให้เกิดการรื้อฟื้นและสืบสวนเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างเปิดเผย จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการจากเหตุการณ์ดังกล่าวสู่สังคมไทย และอย่างมากที่สุดก็เพื่อ นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


แถลงการณ์ กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอเรียกร้องให้ยุติการบิดเบือนประวัติศาสตร์ 6 ตุลา


จากการที่ นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา และได้มีข้อความบางตอนที่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์การสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่นายสมัครย้ำว่า มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ทาง กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้:

1. กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ ขอท้วงติง นาย สมัคร สุนทรเวช ที่ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นผิดจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน เพราะแม้แต่ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ของทางการซึ่งประเมินไว้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสภาพความเป็นจริง ก็ยังระบุไว้ว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 46 คน ประกอบกับหลักฐานต่างๆ จำนวนมาก เช่น ภาพถ่าย และบันทึกเทปโทรทัศน์ ได้แสดงภาพเหยื่อของการสังหารหมู่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไว้มากมาย แม้แต่ภาพถ่ายซึ่งชนะรางวัลพูลิตเซอร์ประจำปี พ.ศ. 2520 ก็ยังบันทึกภาพผู้เสียชีวิตไว้จำนวนมากเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้เสียชีวิตเพียงแค่คนเดียวตามที่นายสมัครได้กล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า นายสมัคร จะบังเอิญ หรือเจตนาจงใจให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ทาง กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ จึงขอเสนอแนะให้ นาย สมัคร สุนทรเวช ได้ทบทวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา อีกครั้งหนึ่งโดยเร็ว เพื่อในภายภาคหน้าจะได้ไม่มีการพูดถึงกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อย่างคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอีก

2. กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ ขอถือโอกาสนี้ เรียกร้องให้สังคมไทย ยุติการปิดกั้นข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แต่หันมายอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพื่อหาข้อสรุปสำหรับเป็นบทเรียนแก่ชนรุ่นหลังอย่างตรงไปตรงมา หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะได้เป็นการเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และยุติความพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการสังหารหมู่ในวันดังกล่าวมากกว่า ดังนั้น ทางกลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ จึงอยากเรียกร้องให้สังคมไทยเปิดโอกาสทางการศึกษาและเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ 6 ตุลา แก่ประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวางด้วยวิธีต่างๆ เช่น การรณรงค์ การจัดทำสารคดี และการบรรจุลงในแบบเรียน เป็นต้น อย่าให้เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเพียงชื่อวันหนึ่งซึ่งรู้จักกันอย่างผิวเผินอีกต่อไป

3. กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ เห็นว่า ถึงแม้ นาย สมัคร สุนทรเวชจะให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจถึงกรณีจำนวนผู้เสียชีวิตจริงในเหตุการณ์ดังกล่าว ทว่า นายสมัครมิได้เป็นผู้มีอำนาจสั่งการที่แท้จริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาแต่อย่างใด
และหากสังคมไทยยังคงปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไร้การตรวจสอบและศึกษาต่อไป ทั้งจากภาครัฐและทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริงอย่างกว้างขวาง ก็จะทำให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สูญเสียสิทธิในการมีชีวิตอยู่ไปอย่างไร้ความหมาย ขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่หายไปพร้อมๆ กับความทรงจำของคนร่วมสมัยเพียงเท่านั้น

ดังนั้น กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ จึงเห็นสมควรให้มีการสืบสวนเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างเปิดเผย อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการจากเหตุการณ์ดังกล่าวสู่สังคมไทย และอย่างมากที่สุดก็เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

4. กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ เข้าใจดีถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน จึงขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ทางกลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ มิได้มีเจตนาต่อต้านนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด เนื่องจากนายสมัคร เป็นบุคคลที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เลือกแล้วจึงมีความชอบธรรมแน่นอน แต่ขอประกาศเจตนารมณ์ ณ ที่นี้ด้วยว่า การรณรงค์ในประเด็นเหตุการณ์ 6 ตุลา นี้ต่อไปในอนาคต ไม่ควรเป็นไปเพื่อสนองผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่จะต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อความถูกต้องและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเป็นอย่างธรรมเท่านั้น

ด้วยข้อเรียกร้องทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทางกลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งในประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถมีส่วนร่วมในการศึกษาเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ เชื่อมั่นว่า ความจริงในประวัติศาสตร์ มิได้หมายถึงความผิดพลาดหรือความถูกผิดใดๆ หากแต่หมายถึงเหตุการณ์ที่ต้องได้รับโอกาสในการศึกษาตามหลักวิชาการอย่างกว้างขวางในสังคม

กลุ่มนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


แถลง ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551

รายนามท้ายแถลงการณ์

น.ส. จริมา อุปรานุเคราะห์
นาย ภานุพันธ์ นาคสุวรรณ
น.ส. วรินทร์ สุมนพันธุ์
น.ส. ชฎาพร เทพปิยะวงศ์
น.ส. อรพรรณ ตาทา
น.ส. ภิญญุดา ตันเจริญ
นาย ธีรนัย จารุวัสตร์
น.ส. หงสพรรณ สมบูรณ์
น.ส. อารยา ภาคภูมิเกียรติคุณ
น.ส. วริศา ตั้งค้าวาณิช
น.ส. นรีวิสุทธิ์ เต็มชุ่ม
น.ส. เพชรรัตน์ พรหมนาภา
น.ส. สุชญา ปรีชาชนะชัย
นาย สุพลธัช เตชาบูรณา
นาย ชญานิน ประวิชไพบูลย์
น.ส. น้องนุช ก๋งม้า
น.ส. จุติพร จรูญเรืองฤทธิ์
.........................................

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ ๑๐, ๒๕๕๑

เชิญฟังเสวนา "อาวุธสงคราม อาชญนิยายฯ" โดย อ.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ 15 กุมภานี้


โปสเตอร์งานเสวนา

ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เชิญฟังเสวนา

"อาวุธสงคราม อาชญนิยาย
และความรุนแรงในสังคมไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2"


โดย รศ.ฉลอง สุนทราวาณิชย์
หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 10.30 น.
ณ ห้อง HB 7802
ตึก HB7 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.......................
อาทิตย์ 10
กุมภา 51

วันอังคาร, มกราคม ๑๕, ๒๕๕๑

นิสิต ม.เกษตรล่าชื่อค้านผู้บริหารยกเลิกจัดงานเกษตรแฟร์ จาก ประชาไท

นิสิต ม.เกษตรล่าชื่อค้านผู้บริหารยกเลิกจัดงานเกษตรแฟร์


ภาพงานเกษตร์แฟร์เมื่อปี 2550 ซึ่งคงไม่ได้เห็นในปีนี้

ที่มาของภาพ ศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตรศาสตร์

เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) ที่ศูนย์เรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน นิสิต ม.เกษตรศาสตร์ หลายคนถือป้ายผ้าคัดค้านการยกเลิกงานเกษตรแฟร์ประจำปี พ.ศ.2551 และเชิญชวนเพื่อนนิสิตร่วมลงชื่อคัดค้านการยกเลิกงานดังกล่าว โดยในเวลา 18.00 น. ได้มีการยื่นรายชื่อคัดค้านกว่า 4,000 รายชื่อให้กับอธิการบดี

โดยในบล็อก http://gotoknow.org/blog/chill-chill โดยคุณ वीर และ ศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตรศาสตร์ ได้มีการเผยแพร่คลิป และภาพการประท้วงดังกล่าวด้วย

ที่มาของภาพและคลิปโดยคุณ वीर http://gotoknow.org/blog/chill-chill/159143

หนังสือที่ยื่นถึงผู้บริหาร ที่มาของภาพ ศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตรศาสตร์

รายชื่อคัดค้านกว่า 4,000 รายชื่อ ที่มาของภาพ ศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตรศาสตร์

หนังสือที่นิสิตกลุ่มดังกล่าวส่งถึงผู้บริการนั้น ได้เสนอความคิดเห็นต่อผู้บริหารกรณียกเลิกการจัดงานเกษตรแฟร์ 2551 โดยระบุว่า

นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประชาชนชาวไทยทุกคนมีความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ การยกเลิกกิจกรรมเกษตรแฟร์ในครั้งนี้ ทางนิสิตไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมคณบดีและเห็นควรให้มีการจัดขึ้นตามเดิม อย่างเหมาะสมกับทุกฝ่าย คณะนิสิตใคร่ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นผลกระทบของการยกเลิกงานเกษตรแฟร์ 2551

1.ทำให้เกษตรกรที่ต้องหาเลี้ยงชีพซึ่งได้เตรียมผลผลิตมาจำหน่าย ต้องได้รับผลกระทบต่อรายได้ตลอดปีของเขา

2.งานเกษตรแฟร์เป็นงานประจำปีและเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงส่งผลกระทบทำให้เสียชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย

3.เสียโอกาสในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเกษตรกร และประชาชนในโอกาสที่จะพัฒนาผลิตผลทางเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

4.งานเกษตรแฟร์เป็นการเผยแพร่ผลผลิตทางการเกษตรสู่ผู้บริโภคโดยตรง

5.งานเกษตรแฟร์เป็นสนามแห่งการพัฒนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรเช่นการประกวดผลิตผลทางการเกษตร เป็นต้น

6.ถ้ามีกิจกรรมเกษตรแฟร์แสดงว่าการทำมาหากินของเกษตรกรยังคงดำเนินต่อไปเป็นปกติ

7.งานเกษตรแฟร์ให้โอกาสนิสิตได้สานสัมพันธ์ระหว่างน้องพี่

8.งานเกษตรแฟร์ช่วยให้นิสิตมีรายได้ในการจัดโครงการกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี

จากเหตุผลข้างต้นนิสิตจึงมีความเห็นร่วมกันว่างานเกษตรแฟร์ควรดำเนินต่อไปในปีนี้ โดยปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้

1.การออกร้านแสดงสินค้า ผลผลิตทางการเกษตร ร้านอาหารทั้งของนิสิตและผู้ค้าขายตามวันและเวลาเดิม โดยมีการทำสัญญาเช่าร้านให้มีกฎงดการใช้เครื่องขยายเสียงทุกประเภท และใช้ไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จะทำการยกเลิกสัญญาเช่า ริบเงินมัดจำ และปิดร้านนั้นโดยทันที ทั้งนี้จะมีการชี้แจงให้ผู้เช่าทราบสัญญาเช่าก่อนตกลงทำสัญญา

2.รายได้ส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดจากการจัดงานเกษตรแฟร์ในครั้งนรี้ จพใช้ทำประโยชน์กับสังคมได้แก่ สมทบทุนตามมูลนิธิต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

3.จัดให้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร หลักเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งเพื่อเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างนิสิต เกษตรกร ผู้ค้าและประชาชนอย่างแท้จริง

4.จัดซุ้มแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์และจัดให้มีการลงนามถวายอาลัยแด่พระองค์ท่านอย่างสมพระเกียรติ

5.งดจัดงานรื่นเริงทุกประเภท

6.เชิญชวนให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงานแต่งกายชุดไว้ทุกข์ เพื่อไว้อาลัย

ทางนิสิตมีความเคารพในมติที่ประชุมคณบดี แต่ใคร่ขอทบทวนมติการยกเลิกการจัดงานเกษตรแฟร์ครั้งนี้ใหม่ หากไม่สามารถทำตามกำหนดเวลาเดิม อาจเลื่อนเป็นสัปดาห์ต่อไปหรือลดระยะเวลาจัดงานตามความเหมาะสม และโปรดชี้แจงผลมติการพิจารณาให้ทางนิสิตทราบในทันที หนังสือดังกล่าวระบุ

ที่มาของภาพ โดยคุณ वीर http://gotoknow.org/blog/chill-chill/159143

ทั้งนี้งานเกษตรแฟร์ประจำปี พ.ศ.2551 เดิมมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2551 แต่ภายหลังการประชุมคณบดี ม.เกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 1/2551 วันที่ 7 ม.ค. ได้มีการออกบันทึกข้อความ ที่ ศธ 0513.10102/ 237 วันที่ 8 มกราคม 2551 เรื่อง การจัดงานเกษตรแฟร์ประจำปี พ.ศ. 2551 ลงนามโดย ผศ.มยุรี เทศผล รองอธิการบดีฝ่ายอำนวยการ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานเกษตรแฟร์ ประจำปี พ.ศ.2551

ข้อความระบุว่าตามที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้กำหนดจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2551 ระหว่างวันที่ 25 มกราคม ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 นั้น เพื่อเป็นการถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนนครินทร์ ที่ประชุมคณบดีในการประชุม ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2551 ได้มีมติเห็นชอบให้ งดจัดงานเกษตรแฟร์ ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ยังคงให้จัดงานประชุมวิชาการครั้งที่ 46 และให้หยุดการเรียนการสอนสำหรับรายวิชาที่เรียนที่ อาคารศูนย์เรียนรวม 3 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อใช้สถานที่สำหรับการจัดประชุมวิชาการ

โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งยกเลิกจัดงานเกษตรแฟร์อย่างกว้างขวางในบอร์ดของศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตศาสตร์ www.kucity.com เช่นในกระทู้หมายเลข 17256 เรื่อง ประกาศ..ยกเลิกงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2551 โดยมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อคำสั่งดังกล่าวจำนวนมาก



จากประชาไท

15 มกราคม 50

http://www.prachatai.com/05web/th/home/10859


...........................................

อังคาร 15

มกรา 50




วันพฤหัสบดี, มกราคม ๑๐, ๒๕๕๑

คำบรรยายของ เกษียร เตชะพีระ : “จาก 14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน” จาก ประชาไท

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.50 นักศึกษากลุ่ม นักเรียนประวัติศาสตร์เพื่อ (ประชา) ชาติ และเครือข่าย ร่วมกับภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเวทีเสวนา จาก14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน ณ ห้องประชุม หม่อมหลวง ตุ้ย ชุมสาย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย มีนายภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท ประวัติศาสตร์ มช. เป็นผู้ดำเนินรายการ และต่อไปนี้คือคำบรรยายของอาจารย์เกษียร [1]

000


มนั่งฟังเพลง หนักแผ่นดิน ซึ่งเปิดให้ฟังก่อนวงเสวนา เพื่อทำให้พอจะเข้าใจบรรยากาศ ปี 2519 ผมจะเล่าเรื่องความหลังเพื่อย้อนไปในอดีตเกี่ยวกับเพลงนี้

ประมาณเดือนกันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจรบวชเป็นสามเณรกลับเข้าประเทศมา และไปบวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู กรุงเทพฯ คราวนี้บรรดานักศึกษาประชาชนทั้งหลายเห็นว่าจอมพลถนอมพัวพันเกี่ยวข้องกับกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ซึ่งมีการสังหารคนจำนวนมากก็รู้สึกว่าการกลับมาของสามเณรถนอมมีปัญหา จึงเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง ผมก็ไปร่วมด้วย อดหลับอดนอนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ จนกระทั่งตัวเหม็นเพราะไม่มีน้ำอาบ ก็คิดว่าได้เวลากลับบ้านแล้วเพื่อไปอาบน้ำ

พอตื่นเช้ามา เข้าห้องแต่งตัว ก็เจอน้องสาว ซึ่งเรียน ม.4 วิทยาลัยบพิตรพิมุข (จักรวรรดิ) แกเจอผมระหว่างแต่งตัวพอดี แกก็ร้องเพลง คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกัน ได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์ แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลาย หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน.....

นึกออกไหมครับ พี่ชายแต่งตัวจะไปประท้วงสามเณรถนอม แต่น้องสาวร้องเพลง หนักแผ่นดิน ใส่ ผมก็โมโหกลับว่า หมวยทำไมทำอย่างนี้ แล้วผมก็ไปประท้วงต่อ บรรยากาศความขัดแย้งมีแม้ในครอบครัวระหว่างพ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง สะท้อนความแตกต่างทางอุดมการณ์ในยุคนั้น แต่ว่าตอนนี้พี่น้องเราคืนดีกันแล้วนะครับ เมื่อช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ตรงกับวันเกิดของผมพอดีก็พาหมวยไปเลี้ยงที่ภัตตาคารอาหรับ แถวสุขุมวิท แล้วผมก็ทักขึ้นว่า เป็นไง ยังหนักแผ่นดินอยู่ไหม? (หัวเราะ)

สิ่งที่ผมจะพูดเป็นเรื่องที่ผมบรรยายในวิชาเรียนการเมืองการปกครองไทยที่ธรรมศาสตร์อยู่แล้ว ผมอยากจะเริ่มต้นแบบนี้ว่าเผอิญผมไม่เชื่อในเรื่องปัจเจกพุทธเจ้าที่คิดอะไรขึ้นมาได้เพียงคนเดียว ซึ่งการคิดของเราก็ยืนอยู่บนไหล่ของคนอื่นที่คิดมาก่อนแล้ว

ข้อเสนอเรื่องประชาชาตินิยมฝ่ายซ้าย ๑๔ ตุลาฯ นั้นผมได้อ่านและเห็นด้วยครั้งแรกจากบทความ ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ตีพิมพ์ออกมาหลังเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 หลังจากนั้น งานเรื่องราชาชาตินิยมของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ก็ช่วยรวบยอดแนวคิดของกลุ่มพลังการเมืองฝ่ายขวาแก่ผม และมีงานของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในหนังสือรวมบทความ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ซึ่งวิเคราะห์เพลง เราสู้ ที่เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ รวมทั้งงานของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ เรื่อง และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏฯ ซึ่งเป็นงานอธิบายกระบวนการก่อตัวทางการเมืองวัฒนธรรมก่อน 14 ตุลาฯ ซึ่งงานทั้งหมดผมขโมยมาใช้ทั้งนั้นแหละ (หัวเราะ) และก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่รังเกียจที่จะยอมรับว่าตนเองเรียนรู้ต่อยอดจากคนอื่น

เมื่อประมาณปี 2537 ผมเรียนกลับจากเมืองนอกมาใหม่ๆ ผมเคยเอาหนังเรื่อง Pawns & Players หรือ Just Games ซึ่งคุณคำรณ คุณะดิลก คนรุ่น 14 ตุลาฯ แห่งกลุ่มละครพระจันทร์เสี้ยว สร้างให้รายการสารคดี South ออกอากาศเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ในอังกฤษ หลังเหตุการณ์พฤษภามหาโหด 2535 มาฉายให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ชั้นปีที่หนึ่ง 800 กว่าคนดู ที่ห้องบรรยายรวม 4 ศูนย์รังสิต ประกอบการเรียนวิชา มธ. 122 สังคมกับการปกครอง

ในภาพยนตร์ที่สะท้อนการเมืองไทยยุคใหม่ได้สั้นกระชับและดีเยี่ยมเรื่องนี้ มีภาพสังหารโหดนักศึกษาประชาชนเมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แทรกอยู่บางตอน อาทิ ภาพคุณวิชิตชัย อมรกุล นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชั้นปีที่สอง เพื่อนเก่าของผมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ถูกแขวนคอกับต้นมะขาม มีรองเท้าแตะยัดปาก และโดนรุมทุบตีเตะซ้ำ ภาพกองศพ 4 ศพถูกสุมทับด้วยยางรถยนต์ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา โดยมีผู้คนมากหลายห้อมล้อมมุงดูอยู่กลางสนามหลวง ตรงข้ามวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ผมจึงเตือนนักศึกษาให้รู้และเตรียมใจไว้ล่วงหน้าก่อนฉายว่า จะมีภาพรุนแรงโหดร้ายทำนองนี้อยู่ หากทำใจไม่ได้ถึงตอนนั้นก็ควรหลับตาเสีย

พอฉายวิดิโอเรื่องนี้เสร็จแล้ว เลิกเรียนคาบนั้น ต่างคนแยกย้ายกันไป ก็มีนักศึกษาหญิงสองคนเดินรี่ตามผมมา เมื่อทันกันกลางทาง ก่อนที่ผมจะขึ้นรถกลับ หนึ่งในสองก็เอ่ยถามผมด้วยหน้าตาอึดอัดไม่สบายใจว่า:


อาจารย์คะ ทำไมประชาชนปรบมือหัวร่อดีใจที่พวกเราถูกฆ่า?”


เป็นคำถามที่เล่นเอาผมอึ้ง คิดตอบไม่ทัน เพราะมันแปลกและแหลมคมทั้งโดยเนื้อหา และตรงที่ผู้ถามซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นหลังเกือบยี่สิบปี แต่กลับนับตัวเองเกี่ยวดองเป็นพวกเดียวกับบรรดานักศึกษาเหยื่อ 6 ตุลาฯ รุ่นน้ารุ่นอาเหล่านั้นว่า


พวกเรา


ผมขอตัวไปคิดดูอยู่หลายคืน ก่อนจะกลับมาตอบให้ทั้งชั้นฟังในการเรียนครั้งถัดไปว่า:


เพราะพวกเขาเข้าใจว่าเราไปกระทบกับของที่เขารักมาก และเขาคิดว่าเขาทำตามความประสงค์ของผู้ที่เขารักที่สุด


ปี พ.ศ. 2518-2519 นับเป็นช่วงสงครามอุดมการณ์อย่างแท้จริงและดุเดือดรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย ถึงแก่สามสถาบันหลักของชาติถูกพลังการเมืองฝ่ายขวาระดมมารณรงค์ต่อต้านปรักปรำขบวนการนักศึกษาประชาชนฝ่ายซ้ายอย่างครบถ้วน กล่าวคือ สถาบันชาติ ฝ่ายขวานิยามชาติ (
nation) ด้วยเชื้อชาติ (race) และหยิบประเด็นนี้มาแบ่งแยกให้ร้ายโจมตีผู้นำและนักกิจกรรมนักศึกษาไม่หยุดหย่อนว่า
ไม่ใช่คนไทย อาทิ ต้นปี 2519
เคยมีป้ายผ้าขนาดใหญ่ของฝ่ายขวา ขึงกางอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เรียกขานคุณเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2518 ว่า
เคี้ยง แซ่เล้า, ประณามว่าคุณสุธรรม แสงประทุม เลขาฯ ศูนย์นิสิตฯ พ.ศ. 2519 เป็น แขก, และบิดเบือนว่าคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำขบวนการนักศึกษาประชาชน 14 ตุลาฯ เป็น ญวน เป็นต้น

หลังเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ตุลาฯ รัฐมนตรีมหาดไทยสมัยนั้นคือคุณ สมัคร สุนทรเวช ได้ไปพูดเรื่อง คนที่ถูกเผาที่ธรรมศาสตร์เป็นคนญวน ที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ซึ่งถูกบันทึกเทปไว้และคุณ ศิระ ถิรพัฒน์ นำมาลงพิมพ์ในหนังสือ โหงว นั้ง ปัง ของเขาหน้า 155-56 ความบางตอนว่า:


การเผาคนตายกันกลางถนนนั้น ไม่ใช่ลักษณะของคนไทย

เหตุที่วิกฤตการณ์เกิดขึ้นแปลกมาก มีการทุบตีคนให้ตายแล้วเอามาแขวนคอ ชักชวนให้เอาไม้ไปตี เอาเก้าอี้ไปตี แล้วเอาคนที่ถูกแขวนคอจนตายนั้นเอามาวาง มีการเอายางรถยนต์วางแล้วเอาศพวางแล้วเอายางรถยนต์วางทับ เอาน้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาทั้ง 4 ศพ


ทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นกลางถนน กลางสนามหลวง กลางถนนราชดำเนิน ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้ แต่ผลการสอบสวนในภายหลังนั้นก็สามารถจะปะติดปะต่อได้


การที่มีการเผาคนตายไป 4 คนนั้นเป็นการเผาคนซึ่งต้องการทำลายหลักฐาน ไม่ให้รู้ว่าเป็นคนชาติใด เพราะเหตุว่าหลักฐานในกองที่ไหม้นั้น มีรูปโฮจิมินห์เล็ก ๆ ซึ่งเผาไปไม่หมด


เราสอบไปในภายหลังในธรรมศาสตร์ซึ่งไม่ได้...หนักหนานั้น มีหมาซึ่งถูกฆ่าตายแล้วย่าง หมาตุ๋น หมาสตูว์ เอาอ่างมีตะแกรง หมากรอบทั้งตัวมีมีดเสียบอยู่หลายตัว


ผมเองซึ่งในขณะนั้นไม่ได้มีตำแหน่งอะไรอยู่ แต่ได้เข้าไปดูเองและไปดูหลักฐานที่โรงพักชนะสงคราม


เราวิเคราะห์ได้ในเวลาต่อมาว่า มีชาติอื่นคือชาติเวียดนามนั้นจำนวนไม่ทราบได้แน่นอน เข้าไปเกี่ยวข้องในกรณีธรรมศาสตร์ แล้วเข้าใจว่าเป็นคนเวียดนามเองที่ถูกฆ่าตาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการชันสูตรและกลายเป็นคนชาติอื่น ซึ่งจะกระทบกระเทือนถึงทางการนั้น คนที่เกี่ยวข้องได้จัดการเผาคนทั้ง 4 เสีย


เขาเรียกวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ แต่มิใช่วิสัยคนไทย ทำการเผาคนกลางถนนนั้นไม่ใช่วิสัยของคนไทย...


เป็นอันว่าการสังหารโหดในกรณี 6 ตุลาฯ ตามเวอร์ชั่นของคุณสมัครเป็นเรื่อง
ญวนเผาญวน คนไทยไม่เกี่ยว ไม่ได้ทำ ไม่ใช่วิสัย ไม่รับผิดชอบ และไม่มีเหตุอะไรต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

สถาบันศาสนา คุณคำนูณ สิทธิสมาน ผู้สื่อข่าวเป็นคนสัมภาษณ์ พระกิตติวุฑโฒภิกขุ ลงนิตยสารรายสัปดาห์ จัตุรัส, ปีที่ 2 ฉบับที่ 51 ประจำวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2519 หน้า 28-32 อันกลายมาเป็นคำขวัญระบือลือลั่นของฝ่ายขวาว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ดังต่อไปนี้:

จตุรัส: การฆ่าฝ่ายซ้าย หรือ คอมมิวนิสต์ บาปไหม?

กิตติวุฑโฒ: อันนั้นอาตมาก็เห็นว่าควรจะทำ คนไทยแม้จะนับถือพุทธก็ควรจะทำ แต่ก็ไม่ใช่ถือว่าเป็นการฆ่าคน เพราะว่าใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันไม่ใช่คนสมบูรณ์ คือต้องตั้งใจ เราไม่ได้ฆ่าคน แต่ฆ่ามาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

และสุดท้าย สถาบันกษัตริย์

อนุสนธิจากการที่ชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร สังกัดองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดแสดงละครที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ล้อเลียนการฆ่าโหดสองพนักงานชั้นตรีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นครปฐม คือคุณชุมพร ทุมไมย และคุณวิชัย เกษศรีพงษา ผู้ถูกทุบตีทำร้ายอย่างทารุณจนตาย แล้วนำไปแขวนคอประจานไว้หน้าอู่รถนอกเมือง ขณะออกติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับเมืองไทยของพระถนอม กิตติขจร โดยมีสายตรวจตำรวจนครปฐมเป็นผู้ต้องสงสัย

ภาพถ่ายคุณอภินันท์ บัวหภักดี (รูปร่างผอมกว่าเพื่อน เลยได้รับเลือกเป็นตัวแสดง) นักศึกษาปีสองคณะวารสารศาสตร์ฯ หนึ่งในสองตัวแสดง ขณะทำท่าถูกแขวนคอในชุดทหาร ถูกนำไปขยายใหญ่ลงเต็มหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม กรอบบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2519 พร้อมพาดหัวข่าวตัวเป้งกล่าวหาว่า:

แขวนคอหุ่นเหมือนเจ้าฟ้าชาย แผ่นดินเดือด! ศูนย์ฯเหยียบหัวใจไทยทั้งชาติ

ด้วยความเข้าใจว่าขบวนการนักศึกษาถูกกล่าวหาว่า เป็นญวน (ไม่ไทย) เป็นมาร (ไม่พุทธ) และหมิ่นฯ รัชทายาท (ไม่จงรักภักดี) หรือนัยหนึ่งเป็นคนนอกที่อยู่ตรงข้ามกับ ชาติไทย ทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จตามนิยามข้างต้น ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ชาติไทยจึงพยายามฆ่าผมกับเพื่อน ๆ แต่เผอิญเรารอดชีวิตมาได้

บทเรียนแพงที่สุดบทแรกเกี่ยวกับชาตินิยมที่เราเรียนรู้จาก 6 ตุลาฯ จึงมีว่า ชาตินั้นเป็นฆาตกรได้!

แต่ว่าชาติก็เป็นพลังสร้างสรรค์ให้รักคนอื่นได้ อย่างกรณีภัยพิบัติสึนามิปลายปี ๒๕๔๗ น้องสาวของผมคนเดียวกับที่ร้องเพลง หนักแผ่นดิน พอได้ข่าวก็ควักเงินส่วนตัวซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางลงไปใต้ ขอเป็นอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัย เอาความรู้คอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ที่มีช่วยคีย์ฐานข้อมูลคนหาย คนตาย ที่เธอทำเช่นนั้นก็เพราะเห็นว่าคนที่ประสบภัยพิบัติเดือดร้อนเป็นคนไทย หรือชาติไทยด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าชาติก็มีพลังทำลายได้มาก ถ้าถูกใช้เป็นเครื่องมือปั้นแต่งให้เห็นคนอื่นเป็นศัตรู

คำถามที่ผมอยากชวนคิดในลำดับถัดไปก็คือ ถ้าลองให้ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาสมัยนั้น ต่างฝ่ายต่างมองแก่นแกนหรือเสาหลักแห่งความเป็นชาติของฝ่ายตรงข้ามดู, พวกเขาน่าจะเข้าใจและตีความ หัวใจ แห่งความเป็นชาติของอีกฝ่ายว่าอย่างไร?

000

ประชาชาตินิยมฝ่ายซ้าย เริ่มจากฝ่ายซ้ายก่อนว่าขบวนการนักศึกษาประชาชนสมัย ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖ ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙ มองแก่นแกนหรือเสาหลักแห่งชาติของฝ่ายขวา อันได้แก่ [ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์] อย่างไร?


ชาติ:
- ฝ่ายซ้ายปฏิเสธการนิยามชาติ (nation) โดยยึดเชื้อชาติ (race) เป็นเกณฑ์แบ่ง, ไม่แบ่งแยกคนไทยเชื้อชาติต่าง ๆ ไม่ว่าไทย ลาว จีน ญวน เขมร ส่วย แขก ภูไท ม้ง กะเหรี่ยง ฯลฯ ล้วนถือเป็นพลเมือง ไทยที่มีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งสิ้น, ทว่าในขณะเดียวกัน ฝ่ายซ้ายเน้นเส้นแบ่งทางชนชั้น (class) โดยให้ความสำคัญแก่ประชาชนผู้ใช้แรงงานชั้นล่าง อันได้แก่ กรรมกร ชาวนาชาวไร่เป็นหลักไม่ว่าชนชาติใด, ฉะนั้นจึงยึดถือหลักความสมานฉันท์ข้ามชาติในหมู่คนชั้นล่าง, แต่กับคนชั้นสูงผู้มั่งมีทรัพย์สินและกดขี่ขูดรีดคนชั้นล่างชาติเดียวกันแล้ว ต้องถือว่าเป็นชนชั้นปกครอง ไม่นับเป็นประชาชน และไม่นึกร่วมอยู่ในประชาชาติ


ศาสนา:
- ฝ่ายซ้ายถือว่าความคิดจิตสำนึกของมนุษย์ย่อมพัฒนาผ่านขั้นต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์จากการนับถือผีและสิ่งเร้นลับอาถรรพ์ à ตำนานเทพปกรณัม à ศาสนา à ปรัชญา à วิทยาศาสตร์เป็นระดับสูงสุด, และถือว่าลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ ก็เป็นความคิดวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง กล่าวคือ เป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสังคม ที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุดในปัจจุบัน, ดังนั้นจึงวิพากษ์ศาสนาว่าเป็นฝิ่นของประชาชน หมายความว่าด้านหนึ่งศาสนามีคุณช่วยบรรเทาปวดทางใจพอให้คนเราทนอยู่ในโลกที่ปรวนแปร ดูไร้เหตุไร้ผลและพลการนี้ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีโทษที่มอมเมา ไม่เจาะลึกถึงเหตุผลและความจริงแบบวิทยาศาสตร์, ในอนาคต เชื่อว่าศาสนาจะพ้นยุคหมดสมัย ผู้คนจะหมดศรัทธาเลิกเชื่อไปเองเมื่อถึงสังคมอุดมคติ


พระมหากษัตริย์:
- ฝ่ายซ้ายใช้คำว่า ศักดินา เป็นสามานยนามเรียกการปกครองในระบอบราชาธิปไตยทั่วไป โดยที่ศัพท์คำนี้มาจากชื่อเรียกสังคมขั้นที่ 3 ในทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ ว่าด้วยพัฒนาการของสังคมมนุษย์ 5 ขั้นตอน (ได้แก่ สังคมคอมมูนบุพกาล à สังคมครองทาส à สังคมศักดินา à สังคมทุนนิยม à สังคมคอมมิวนิสต์), การเลือกใช้ศัพท์คำนี้เรียกระบอบราชาธิปไตยไทย จึงเท่ากับจับการปกครองรวมทั้งบรรดาสถาบันและประเพณีแห่งระบอบนั้น ใส่เข้าไปในวิถีขั้นตอนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ทั่วไปในกรอบทฤษฎีดังกล่าว ซึ่งย่อมจะต้องมีอันคลี่คลายไปตามตรรกะแห่งทฤษฎี, ฝ่ายซ้ายมักวิพากษ์ศักดินาในอดีต (ตามครรลองงานยอดนิยมเรื่อง โฉมหน้าที่แท้จริงของศักดินาไทยในปัจจุบัน ของจิตร ภูมิศักดิ์) แต่เงียบต่อปัจจุบันเพราะตระหนักถึง พื้นภูมิอันแน่นหนาของวัฒนธรรมการเมืองอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยมในหมู่คนไทยร่วมสมัย, อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจดูวิสัยทัศน์สังคมอุดมคติในอนาคต ก็ไม่มีที่ทางชัดเจนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ลองมองมุมกลับบ้างว่า ฝ่ายขวาสมัยนั้นเข้าใจและตีความแก่นแกนหรือเสาหลักแห่งความเป็นชาติของฝ่ายซ้าย อันได้แก่ เอกราช, ประชาธิปไตย, และความเป็นธรรมทางสังคม อย่างไร?

เพื่อสะดวกแก่การเปรียบเทียบความคิดรวบยอด ผมขอสรุปเสนอเป็นตารางดังนี้:

ประเด็น

ฝ่ายซ้าย

ฝ่ายขวา

เอกราช

ต้องมีทุกด้าน ไม่แต่ในนามตามกฎหมาย, ต่อต้านจักรวรรดินิยม-ทุนนิยม ก่อนอื่นคืออเมริกา ญี่ปุ่น

ต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์ ได้แก่ จีน เวียดนาม และโซเวียต

ประชาธิปไตย

เน้นเนื้อหาอำนาจคนชั้นล่าง กรรมกร ชาวนา, ไม่เน้นรูปแบบสถาบันรัฐสภา การเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ฯลฯ

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขขณะนั้นอ่อนแอเกินไป เปิดช่องให้เกิดความวุ่นวายและคอมมิวนิสต์แทรก แซง ป้องกันคอมมิวนิสต์ไม่ได้ จำต้องธำรงรักษาระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแม้จะยังไม่เป็นประชาธิปไตยไว้ก่อน เพื่อความมั่นคง

ความเป็นธรรมทางสังคม

มุ่งหมายความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ด้วยการโอนปัจจัยการผลิตหลักเช่นที่ดิน, อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นของชาติ เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแผนใหม่ขึ้นและมุ่งสู่สังคมนิยมแบบจีน

ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจสังคมเป็นธรรมดาธรรมชาติของมนุษย์ ขจัดอย่างไรก็ไม่หมด ไม่ควรไปฝืน, ความเป็นธรรมเกิดขึ้นได้แม้คนเราจะไม่เสมอภาค โดยผู้มั่งมีเจือจานแบ่งปันเกื้อกูลอุปถัมภ์ผู้ยากไร้ขาดแคลน

ชาติหรือชุมชนในจินตนากรรม

เสมอภาค, เป็นประชาธิปไตย, และนิยมประชาชน

แม้จะแตกต่างเหลื่อมล้ำแต่อุปถัมภ์เกื้อกูลกัน, ประชาชนอาจไม่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ที่สำคัญคนดีต้องมีอำนาจ ยิ่งคนดีมีอำนาจเด็ดขาดก็ยิ่งดี, และเน้นชนชั้นนำ

จะเห็นได้ว่าชาติหรือชุมชนในจินตนากรรมของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาดังกล่าว เป็นชาติที่แตกต่างกันคนละชาติ เป็นชุมชนที่จินตนาการไว้ตรงข้ามกันคนละชุมชน, ชุมชนในจินตนากรรมแห่งชาติทั้งสองนี้เองที่เข้าปะทะชนกันในพื้นที่รัฐชาติเดียวระหว่าง 14 ตุลาฯ 2516 - 6 ตุลาฯ 2519 เหนืออื่นใดเพื่อแย่งชิงรัฐ อันเป็นเดิมพันยอดปรารถนาและรางวัลสูงสุดที่ต่างฝ่ายต่างต้องการได้มาไว้เป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้ ในการธำรงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ชาติหรือชุมชนในจินตนากรรมของตนให้ปรากฎเป็นจริง

000

ช่วงปิดท้ายการบรรยาย อาจารย์เกษียร ได้เปิดบันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ เราสู้ กับเพลง วีรชนปฏิวัติ ที่แต่งโดยจิตร ภูมิศักดิ์ระหว่างติดคุกลาดยาวข้อหาคอมมิวนิสต์สมัยรัฐบาลเผด็จการสฤษดิ์-ถนอมให้ฟัง และตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบเนื้อหาเพลงทั้งสองว่าแม้จะมีอุดมการณ์การเมืองตรงข้ามต่างขั้วกัน แต่ต่างก็เน้นการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อชาติเหมือนกัน และสื่อความหมายให้ผู้ฟังจินตนาการถึงความเป็นชาติที่ดำเนินผ่านอดีต à มาถึงปัจจุบัน à ไปสู่อนาคตข้างหน้าเหมือนกัน

หลังการบรรยาย ได้มีอาจารย์และนักศึกษาตั้งคำถามและร่วมแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้

ชัชวาล ปุญปัน: จากเรื่องสองชาตินิยมชนกัน อยากให้นำมาเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับการเมืองชาตินิยมในยุคทักษิณ

เกษียร เตชะพีระ: ตัวอย่างปัจจุบันที่พอเชื่อมโยงได้คือคดีความระหว่างทักษิณ VS. สนธิ ลิ้มทองกุลและกรณีเอกสารลับของกองทัพที่รั่วไหลออกมา

25.. 2550 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีหมายเลขดำ ที่ อ. 1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ... ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนาย สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในคามผิดฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 328 ประกอบ พ... การพิมพ์ พ.. 2484. 48

คดีนี้ทักษิณกล่าวหาสนธิ ลิ้มทองกุลว่าอภิปรายหมิ่นประมาทแกหลายครั้ง ศาลอาญาชั้นต้นตัดสินให้คุณทักษิณชนะ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลมีความผิด ถูกลงโทษจำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา คุณสนธิ ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อสู้คดีต่อ แต่น่าสังเกตว่าในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น มีข้อความบางตอนที่ศาลได้แสดงความเห็นอย่างสำคัญน่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ราชาชาตินิยมในทางการเมืองปัจจุบันดังต่อไปนี้: -

ปรากฏการณ์ราชาชาตินิยมในปัจจุบัน

.....ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์กล่าวปราศรัย ของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี คือ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่า สีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ตัวอักษร ที่หน้าอกเสื้อคำว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนของโจทก์ ให้มีภาพยืนตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุด ที่คนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบาง ส่วนให้เป็นฝ่ายตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพเทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดี มีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1

กรณีเอกสารลับของกองทัพ

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเอกสารลับมากของทางราชการกองทัพบกชิ้นหนึ่งที่รั่วไหลออกมาเผยแพร่ เป็นบันทึกการถอดเทปคำบรรยายพิเศษในการประชุมมอบนโยบายและสั่งการของ ผบ.ทบ.สนธิ บุญยรัตกลิน ต่อ ผบ.หน่วยระดับกองพันขึ้นไป เมื่อ 21 ก.ย. 50 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมกิตติขจร บก.ทบ. ผู้บรรยายพิเศษคือรองผู้บังคับการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ พ.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ยศตำแหน่งขณะนั้น) และ ผบ.ทบ.พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน กล่าวสรุปตอนท้าย เป็นการประชุมอำลาของ ผบ.ทบ.สนธิ ต่อผู้บัญชาการกองพล กองพัน คือผู้คุมกำลังพลทั้งประเทศ และมอบหมายให้ พ.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายาเป็นผู้ บรรยายพิเศษ ทุกวันนี้ พ.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เลื่อนยศเป็นพลตรีและรับตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งนับเป็นตำแหน่งสำคัญในการรัฐประหารเพราะคุมกำลังมากในกรุงเทพฯ เนื้อหารายละเอียดของคำบรรยายครั้งนี้ ท่านสามารถไปหาอ่านเอาเองตามเว็บข่าวต่าง ๆ [2] ผมเพียงอยากเสนอความเห็นขั้นต้นว่า คำบรรยายนี้มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าหรือจะเรียกว่าวาทกรรมก็ได้ เป็นเรื่องเล่าของราชาชาตินิยม โยงจากสงครามคอมมิวนิสต์ สมัย ตุลา 2519 ลงมาถึงความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

ข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้ง คือ กองทัพกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้งเปลี่ยนจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต กลายมาเป็นพรรคไทยรักไทยกับอดีตสหายบางคนในพรรคไทยรักไทย เป็นการต่อสู้รอบใหม่กับพลังฝ่ายตรงข้ามที่มาปรากฏในรูปของประชาธิปไตยกระฎุมพี การต่อสู้นี้จะต้องช่วงชิงมวลชนให้ได้

ผมเองคิดไม่ถึงว่าหลายประเด็นที่ได้คาดคะเนวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้จะตรงกับความคิดความเข้าใจตัวเองของคณะทหารพอดี เช่น พ.อ. ไพบูลย์พูดตอนหนึ่งว่า เมื่อฝ่ายนั้นเสนอประชานิยมมา แกก็เชื่อว่าสักพักทางฝ่ายนี้ก็ต้องมีอะไรออกมาบ้าง พอในหลวงเสนอปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แกก็บอกว่า ใช่เลย นี้คือของ ๆ เราที่มีไว้รับมือประชานิยม ในคำบรรยายจะเอ่ยถึงกองทัพกับพระมหากษัตริย์ประกบควบคู่กันตลอด นิยามตัวเองเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และที่ก่อรัฐประหาร 19 กันยาก็เพื่อราชบัลลังก์ ผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างของราชาชาตินิยมที่ถูกใช้มาบอกกล่าวเล่าเรื่องความขัดแย้งในปัจจุบัน

สิ่งที่พล.อ. สนธิกับ พ.อ.ไพบูลย์ พูดนั้นบางอย่างก็เก่า เช่น ข้อเสนอว่าต่อไปนี้รัฐบาลที่ขึ้นสู่ตำแหน่งควรต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ที่จัดวางเอาไว้แล้ว (ซึ่งตรงข้ามกับสมัยรัฐบาลทักษิณที่เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์วางแผนงานเอง แล้วสั่งการให้กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ รับไปทำ) พูดง่าย ๆ ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ต้องทำอะไรเลย กลับไปเหมือนสมัยสฤษดิ์เปี๊ยบ หลังจากยึดอำนาจ จอมพลสฤษดิ์เสนอว่า จะต้องมีสภาพัฒน์ฯ จะต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวให้รัฐบาลทำตาม นี้คือการสถาปนาเทคโนเครซี่โดยเผด็จการ แล้วเทคโนแครตก็เกิดขึ้นสมัยสฤกษดิ์นี้แหละ ให้ผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิคมีอำนาจอธิปไตยจริงเหนือรัฐบาล คอยวางแผนให้รัฐบาลทำตาม เพียงแต่ว่า...

1. เราไม่มีเทคโนแครซี่แล้วเพราะมันล้มเหลวไปตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ และคุณจะให้กระทรวงทบวงกรมมาวางแผนยุทธศาสตร์เหรอ? สมัยจอมพลสฤษดิ์นั้น เทคโนแครตเป็นภูมิปัญญาชั้นแนวหน้าของสังคม ไม่ใช่ภาคเอกชน แต่ว่าปัจจุบันสภาพการณ์มันกลับกัน ยังไม่ต้องพูดถึงสมรรถนะประสิทธิภาพของหน่วยราชการกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ว่าพอจะทำหน้าที่เป็นภูมิปัญญาแนวหน้าของสังคมปัจจุบันหรือไม่

2. พล.อ. สนธิ ยังบอกว่า กอ.รมน.(กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) เป็นแกนหลักสำคัญในการปฏิบัติภารกิจ จะต้องไปทำงานแนวร่วม ดึงข้าราชการฝ่ายอื่น ๆ ประชาชนกลุ่ม ต่าง ๆ เข้ามาประชุมทำความเข้าใจให้ตรงกัน ต้องให้กำลังพลคิดเหมือนกัน แล้วเราต้องทำให้ประชาชนที่แวดล้อมหน่วยทหารคิดเหมือนกันด้วย จึงจะเป็นพลัง... ผมอ่านเท่านี้แล้วนึกในใจว่าเห็นทีจะไม่มีทางสำเร็จหรอก เพราะถ้ากำลังพลคิดเหมือนกันจริง เอกสารต่าง ๆ ฉบับแล้วฉบับเล่าของทางราชการทั้งที่ว่าลับมากมันจะหลุดออกมาเผยแพร่ได้อย่างไรหลัง 19 กันยาฯ? ซึ่งมันก็รั่วไหลออกมาจากกำลังพลนั่นแหละ แสดงชัดว่าความคาดหวังที่จะให้เกิดมีเอกภาพระดับนั้น ในหมู่กำลังพลมันเป็นไปไม่ได้ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงจะให้ประชาชนคิดเป็นเอกภาพเหมือนกันตามทหารไปด้วย.....

สมเกียรติ ตั้งนโม: อาจารย์พอจะมีข้อมูลว่าจีนกับอเมริกาเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สมัย 14 6 ตุลาฯ บ้างหรือไม่? อย่างไร?

เกษียร เตชะพีระ: ในส่วนที่เป็นอิทธิพลทางความคิดคงเห็นได้ชัด อย่างขบวนการนักศึกษาช่วงหลัง 14 ตุลาฯ ที่เอียงซ้ายไปเพราะอิทธิพลความคิดฝ่ายซ้าย 4 สายพันธุ์ผสมกันได้แก่ ซ้ายเก่า ซ้ายใหม่ ซ้ายป่า ซ้ายจีน

ซ้ายใหม่ ก็คือพวกขบวนการ New Left ในตะวันตก เมื่อนักศึกษาไทยไปเรียนเมืองนอกเช่นอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ก็ไปสัมผัสพบเห็นกระแสความคิดและขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ต่อต้านรัฐบาลและทุนนิยม เรียกร้องสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ได้รับผลสะเทือนทางความคิด ก็มีการแปลผลงานของนักคิดฝ่ายซ้ายเช่น Marcuse แล้วส่งเข้ามาตีพิมพ์เผยแพร่ในไทยตั้งแต่สมัยก่อน 14 ตุลาฯ อันที่จริงคนที่ทักว่าระวังซ้ายใหม่จะบุกไทยคนแรกคือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในคอลัมน์หนังสือพิมพ์สยามรัฐ นี่เป็นกระแสความคิดที่เข้ามาผ่านทางวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ จากนักวิชาการที่จบเมืองนอกทั้งหลาย

อันที่สองเป็นซ้ายเก่า คือ หลัง 14 ตุลาฯ มีการขุดค้นรื้อฟื้นงานเขียนของนักคิดนักเขียนฝ่ายซ้ายรุ่นทศวรรษ ๒๔๙๐ หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ห่างหายไปเพราะถูกเผด็จการสฤษดิ์-ถนอมเซ็นเซ่อร์ออก มาพิมพ์เผยแพร่ใหม่กันขนานใหญ่ในรูปพ็อกเกตบุ๊คปกอ่อนจากเดิมที่เป็นปกแข็งเพื่อลดต้นทุน เช่น งานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ งานของจิตร ภูมิศักดิ์ นวนิยายเรื่องปิศาจของเสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นต้น

อันที่สาม ซ้ายป่า พวกเราสมัยนั้นจะแอบฟังวิทยุคลื่นสั้นสถานีเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยของพคท. ทางนั้นเองก็คงรู้ว่าเราฟังอยู่ จึงมีการอ่านช้าให้จดสำหรับบทนำบทความสำคัญ ๆ พวกเราก็พากันจดตามวิทยุแล้วเอาไปพิมพ์ใส่กระดาษไข โรเนียวแจกกัน นอกจากนี้ก็มีส่วนที่เป็นแบบสายตรง ลักลอบนำหนังสือสิ่งพิมพ์ใต้ดินเข้ามาเลย

อันที่สี่ ซ้ายจีน ตอนนั้นยุคประธานเหมาเจ๋อตุง จีนเปิดการทูตแบบตีปิงปองกับประธานาธิบดีนิกสันของอเมริกา ไทยก็เปิดสัมพันธ์การทูตกับจีนตาม หนังสือจากจีนก็เข้ามา มีการพิมพ์สรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุง ๘ เล่มชุดโดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน แกนนำคือนิสิต จิรโสภณ อดีตนักกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัย เชียงใหม่ผู้ต่อมาตกรถไฟเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ และคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี

กระแสอิทธิพลความคิดฝ่ายซ้ายแต่ละกระแสก็มีบทบาทเฉพาะของมัน

ซ้ายป่า ทำให้ความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมของขบวนการนักศึกษาถึงขั้นแตกหัก ยอมรับเหตุผลความชอบธรรมของการปฏิวัติสังคมด้วยกำลังอาวุธ;

ซ้ายจีน ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ที่แน่นอนชัดเจนเกี่ยวกับสังคมอุดมคติในอนาคต เพราะมีตัวอย่างรูปธรรมของประเทศที่ทำได้จริง;

ซ้ายเก่า ช่วยสนองบรรยากาศ ภาษาศัพท์แสง แบบอย่างรูปธรรมของผลงานศิลปวรรณกรรมแบบไทย ๆ ที่สื่ออุดมการณ์ฝ่ายซ้าย เพราะนักคิดนักเขียนรุ่นทศวรรษ 2490 เป็นปัญญาชนไทยรุ่นแรกที่ผลิตผลงานนำเข้าแนวคิดลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์จากภายนอก เอามาแปลเป็นไทยแล้วสอดใส่ถ้อยคำแนวคิดซ้ายไว้ในกาพย์กลอนเรื่องสั้นนวนิยายไทย ซึ่งพอคนยุค 14 ตุลาฯมาอ่านก็พบว่าเอาเข้่าจริงมันมีงานยุคก่อนที่ประยุกต์ผสมผสานแนวคิดฝ่ายซ้ายเข้ากับสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยอยู่แล้ว ความเป็นซ้ายจึงมีรากเหง้าที่มาธรรมเนียมประเพณีทางภูมิ-ปัญญาและวรรณกรรมทอดหยั่งเป็นกระแสรองอยู่ในมรดกความเป็นไทยที่พวกเขาสืบทอดสานต่อได้;

ส่วนซ้ายใหม่ ทำให้ความคิดฝ่ายซ้ายดูทันสมัย เพราะแพร่มาจากสังคมตะวันตกร่วมสมัยที่ก้าวหน้า มีเนื้อหาท่วงทำนองเหมาะกับนักศึกษาเยาวชนคนเมืองเนื่องจากบริบททางสังคมต้นทางที่แนวคิดนี้ก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มสังคมคล้ายกันและคนรุ่นเดียวกัน

ในแง่อิทธิพลของอเมริกาต่อแนวคิดฝ่ายขวา ช่วงผมทำวิทยานิพนธ์ได้ไปค้นข้อมูลและงานศึกษาย้อน หลังช่วงทศวรรษ 2490 เช่น วิทยานิพนธ์ของคุณธงชัย พึ่งกันไทยและคนอื่น ๆ เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการแอนตี้คอมมิวนิสต์ของรัฐบาล ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาทำไว้เยอะ ก็พบว่าช่วงนั้นทางการอเมริกาและฟิลิปปินส์มีการส่งเอกสารข้อมูลแนะนำวิธีการต่อต้านคอมมิวนิสต์มาให้ทางราชการไทยไม่หยุดหย่อน ว่าภัยคอมมิวนิสต์ร้ายแรงอย่างไร จะขัดขวางปราบปรามอย่างไร เป็นต้น เอกสารเหล่า นี้ก็เผยแพร่ในวงราชการ แล้วยังมีหนังแอนตี้คอมมิวนิสต์ของยูซิส (USIS – United States Information Service) มาเร่ฉายในชนบทไทยเป็นต้น

เรื่องการทหาร ช่วง ๑๔ ถึง ๖ ตุลาฯ นอกจากอเมริกามีฐานทัพและกำลังทหารในเมืองไทยแล้ว ก็ปรากฏข้อมูลจากบันทึกของนักศึกษาที่เข้าป่าในชั้นหลังบอกเล่าว่าข้างฝ่ายจีนก็ส่งกองกำลังเข้ามาช่วย พคท. รบกับรัฐบาลไทยในฐานที่มั่นทางภาคเหนือด้วย เพราะว่าพรมแดนมันติดกัน (จันทนา ฟองทะเล (นามแฝง), จากดอยยาวถึงภูผาจิ, ๒๕๓๖)

เรื่องการเงิน ผมไม่เคยค้นคว้า แต่อาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์ อดีตรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชเคยคุยให้ผมฟังว่าตอนนั้นแกได้อ่านรายงานข่าวกรอง พบว่ามีเงินไต้หวันเข้ามาไทยมาก แต่ผมไม่รู้ว่าเกี่ยวกันไหมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังฝ่ายขวาตอนนั้น ต่อมาหลังผมออกจากป่า ได้ลงเรียนวิชาของอาจารย์อาวุโสคนหนึ่งที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นที่รู้กันว่าแกแอนตี้คอมมิวนิสต์ แต่แกก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี เคยร่วมกบฏวังหลวง แล้วหนีไปนอก มีครั้งหนึ่งผมเข้าไปรอพบแกที่ห้องพักเพื่อขอลายเซ็นเอกสารบางอย่าง พบว่าชั้นหนังสือของแกเต็มไปด้วยนิตยสารแอนตี้คอมมิวนิสต์ภาษาอังกฤษจากไต้หวันเป็นแถบ ๆ แต่อิทธิพลจากภายนอกเหล่านี้จะมากน้อยแค่ไหน ต้องไปค้นข้อเท็จจริงกันต่อไป

สมเกียรติ ตั้งนโม: อเมริกามีส่วนในการแทรกแซง ทำให้เกิดการฆ่าโหดแบบนั้น หรือเปล่า?

เกษียร เตชะพีระ: ผมไม่ทราบ แต่ให้พูดอย่างฉลาดก็ต้องบอกว่าอเมริกาคงโง่มากถ้ารู้ล่วงหน้าแล้วไม่แทรกแซงห้ามปรามเพราะมันก่อผลเสียทางการเมืองมหาศาล แต่ก็นั่นแหละอเมริกาสามารถแทรกแซงได้มากแค่ไหน อันนี้ผมไม่มีข้อมูล แต่มานั่งคิด ก็ไม่น่าที่จะเป็นเช่นนั้น

แต่การล้อมปราบอย่างโหดเหี้ยมแล้วทำให้ฝ่ายซ้ายแตกพ่ายในเมืองตอน ๖ ตุลาฯ คำอธิบายอาจเป็นได้สองอย่าง อย่างแรก อารมณ์มวลชนมันพาไป ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ตอนนั้นรุนแรงขนาดปลุกให้คนบ้าเลือด ทำอะไรอย่างขาดสติ โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนาแบบนั้นได้ อย่างหลังคือเป็นการจงใจใช้ความโหด เหี้ยมทารุณเพื่อลงโทษกลางเมืองให้เป็นเยี่ยงอย่าง สยบขวัญให้อยู่ จะได้กลัว ไม่กล้าทำ ไม่กล้าคิดเป็นซ้ายอีก มันเป็นวิธีการลงโทษก่อนสมัยใหม่ เหมือนอย่างที่ Michel Foucault เขียนไว้ในคำนำหนังสือ Discipline and Punish เล่าเรื่องการลงโทษโดยทำทารุณทรมานแล้วใช้ม้าลากดึงฉีกร่างผู้ร้ายคนหนึ่งเป็นสี่เสี่ยงในฐานลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ฝรั่งเศส การลงโทษนั้นทำกันต่อหน้าธารกำนัล เพื่อให้เป็นมหรสพ ชาวบ้านชาวเมืองแห่มาดูมาเห็นแล้วจะได้เกรงกลัวหลาบจำ ไม่มีใครกล้าคิดทำอีก

เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช: ขอถามประเด็นชาตินิยม มาถึงสมัยปัจจุบัน มีความสืบเนื่องของประชา-ชาตินิยมเข้ามาอยู่ในกระแสพรรคไทยรักไทยหรือไม่? หมายความว่า ประชาธิปไตยแบบราชาชาตินิยมเป็นฝ่ายหนึ่ง และพรรคไทยรักไทยสามารถยกระดับตัวเองเป็นกระแสชาตินิยมอีกฝ่ายหรือเปล่า?

เกษียร เตชะพีระ: ผมคิดว่าคำถามอาจารย์ มี 2 ส่วนนะครับ ส่วนหลังตอบง่ายกว่าหน่อยแต่อาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ทว่าส่วนแรกต้องคิดเยอะทีเดียว ผมขอตอบคำถามส่วนหลังก่อน คือพรรคไทยรักไทยเล่นกับธงชาตินิยมไหม? เล่นครับ เช่น ปลุกชาตินิยมต่อต้านไอเอ็มเอฟภายนอก และแน่นอนรวมทั้งปลุกชาติ- นิยมต่อต้านศัตรูในประเทศด้วย เช่น ไอ้พวกนี้เป็นพวกค้ายา มันเป็นผู้ทรยศชาติ ต้องเล่นงานมัน อะไรก็แล้วแต่ อันนี้เขาเล่นธงชาตินิยมแน่

ผมขอกลับมาคำถามส่วนแรกของอาจารย์ มันเป็นคำถามยากกว่า คือ จากประชาชาตินิยมฝ่ายซ้ายสมัย ก่อน มาถึงชาตินิยมของพรรคไทยรักไทย มันสืบเนื่องกันไหมอย่างไร? ผมคิดว่าเส้นทางความเปลี่ยน แปลงมันวกวนยอกย้อนมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่าสืบทอดหรือไม่สืบทอด แต่การที่ป่าแตก พคท. แพ้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า ประชาชาตินิยมฝ่ายซ้าย ประสบวิกฤต ในตัวปาฐกถา 14 ตุลาฯ ที่ผมพูดเมื่อเดือนตุลาฯที่ผ่านมา ผมพยายามจับเรื่องนี้อยู่มาก ตามความเข้าใจของผมก็คือว่า มรดก 14 ตุลาฯในแง่ธงทางการเมือง มี 2 ผืน คือ ธงสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยกับธงความเป็นธรรมทางสังคม ทั้งสองอย่างเชื่อมโยงกันสำหรับคนสมัยนั้น ต่อสู้ให้มีสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยในบ้านเมืองเพื่อจะได้ใช้เงื่อนไขนั้นไปต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมหรือสังคมนิยมต่อไปได้ ถ้าได้สิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยมา แต่ไม่สู้ต่อเพื่อความเป็นธรรมทางสังคมหรือสังคมนิยมแล้ว มันก็เปล่าประโยชน์ไม่มีความหมาย เพราะมันเชื่อมโยงกัน ที่นักศึกษาประชาชนรุ่นนั้นเข้าป่าไปหลัง ๖ ตุลาฯ ส่วนหนึ่งก็เพราะเชื่อในความเชื่อมโยงเหล่านี้

แต่พอป่าแตก - ต้องขอออกตัวก่อนว่าที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ผมยังไม่เคยทำวิจัยเป็นชิ้นเป็นอันนะครับ อันนี้เป็นการวิเคราะห์คาดการณ์น่ะครับ - ผมเข้าใจว่า ธงความเป็นธรรมทางสังคมหรือสังคมนิยมที่ต่อต้านทุนนิยม ถูกวางลง เพราะว่าวิกฤติสังคมนิยมทั่วโลกมันเกิดขึ้น ใครที่ยังคิดว่าทุนนิยมเป็นปัญหา ใครที่ยังคิดว่ายังต้องมีปฏิบัติการทัดทานอำนาจทุนต่อไปนี้ มันมีธงอันใหม่ที่ถูกชูขึ้นมา ดึงดูดคนเหล่านั้นไป ได้แก่ธงเอ็นจีโอ ธงเศรษฐกิจชุมชน และสุดท้ายคือธงเศรษฐกิจพอเพียง คล้าย ๆ กับว่าในเวทีแวดวงการเมืองวัฒนธรรมไทย คนที่คิดว่าทุนนิยมมีปัญหาและชูธงต่อต้านขึ้นเป็นทางเลือกให้เห็นเด่นชัด คือ คนอย่างหมอประเวศ คนอย่างกลุ่มคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เขาบอกว่า ทุนนิยม บริโภคนิยมมีปัญหา ข้อเสนอทางออกของเขาไม่ใช่สังคมนิยม แต่คือทางออกแบบเศรษฐกิจพอเพียง แบบเศรษฐกิจชุมชน ผมคิดว่านั่นเป็นธงที่โดดเด่นขึ้นมา พูดในภาษาผมคืออำนาจนำในแง่การต่อต้านทุนนิยมมันตกอยู่ที่ธงนี้

ส่วนทางด้านอำนาจนำของธงสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ผมรู้สึกว่าด้านหนึ่งมันมีความพยายามเรื่องประชาธิปไตยทางตรงของกลุ่มพลังประชาชน ชาวบ้านบ่อนอก บ้านกรูด จะนะ หรือ สมัชชาคนจน แต่พอมาถึงจุดนี้ ผมนั่งคิดทบทวนไปมาดูเหมือนว่าเอาเข้าจริงท้ายที่สุดคนที่กุมธงประชา-ธิปไตย กุมอำนาจนำในการต่อสู้กระแสประชาธิปไตยไว้ได้ คือพรรคไทยรักไทยกับทักษิณ มันเป็นประชา-ธิปไตยจากการเลือกตั้ง ซึ่งชนะมาด้วยนโยบายประชานิยม จนเกิดกระแสที่ผู้คนมากหลาย identify ว่าประชาธิปไตยก็คือเขา, ประชานิยมก็คือเขา ซึ่งทุกวันนี้ยิ่งเห็นชัด ในตอนปลายรัฐบาลทักษิณ นายกฯทักษิณบอกว่าที่แกสู้ต่อไม่ยอมแพ้นั้นแกไม่ได้ปกป้องตัวเองนะ แต่แกปกป้องประชาธิปไตยตามวิถีการเลือกตั้งของประชาชน จำได้ไหมครับ

ผมรู้สึกอย่างนี้นะครับ อันนี้พูดอย่างรวม ๆ อาจจะไม่แม่นยำเท่าไหร่ คือสมัยก่อน 14 ตุลาฯ 2516 คนที่เล่นการเมืองก็คือข้าราชการ และวิธีการเล่นการเมืองก็ใช้เส้นสนกลในวิ่งเต้นตามสายราชการกัีบทำรัฐประหาร ส่วนพวกนายทุนหากต้องการส่งอิทธิพลต่อการเมืองและนโยบายอะไรต่าง ๆ ก็ต้องวิ่งเต้นกับข้าราชการนั่นแหละ จนกระทั่งมวลชนเดินเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์เมื่อ 14 ตุลาฯ หลังจากนั้นรูปแบบการเล่นการเมืองก็ปรับเปลี่ยนขยายตัวออกไป เพราะมวลชนไม่มีรถถังจึงไม่สามารถก่อรัฐประหารได้, ไม่มีเส้นสายจึงไม่สามารถวิ่งเต้นอะไรกับใครเขาได้ รูปแบบการเล่นการเมืองของมวลชนจึงได้แก่การเลือกตั้งและการประท้วงบนท้องถนน และล่าสุดคือยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระซึ่งรูปการหลังนี้เกิดขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พ..2540

ผมคิดว่ารูปแบบการเล่นการเมืองของมวลชน 3 แบบนี้มั่นคงพอสมควรและจะไม่หายไปไหน ในความ หมายนี้ผมจึงไม่ค่อยห่วงอนาคตของการเมืองภาคประชาชน เว้นแต่ไทยจะเลือกปิดประเทศแบบพม่า แต่ไทยเราเอ็นจอยเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์และทัวริสต์เกินกว่าจะทำอย่างนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องแสดงการเลือกตั้งให้ชาวโลกดูด้วย เขาจะได้ยอมรับเรา ค้าขายลงทุนกับเรา มาท่องเที่ยวเมืองเรา การเมืองบนท้องถนนก็จะไม่หายไป เพราะแม้แต่ฝ่ายราชาชาตินิยมก็ยังใช้ด้วยเลยใช่ไหมครับ ตลอดครึ่งแรกของปี พ.. 2549 ที่เราเห็นบนท้องถนนก็คือปรากฏการณ์ม็อบราชาชาตินิยมของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ฉะนั้นถ้าถามว่าการเมืองภาคประชาชนมีอนาคตไหม? ผมเชื่อว่าไม่หายไปหรอกครับ มันได้เข้าไปอยู่ในคลังแสงทางการเมืองของทุกฝ่าย แล้วแต่ใครจะเข้าไปกุมและใช้มัน

ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์เคยพูดถึงนายทุนที่เข้าสู่วงการเมืองในสมัยปี พ..2537 จำเป็นหรือไม่จะ ต้องมองนักการเมืองในภาพเลวร้าย ไม่ว่าจะคุณสมัครเอย พรรคพลังประชาชนเอย มันไม่ใช่ทางเลือกในปัจจุบันเลยหรือ? เพราะถ้าไม่ยอมรับกันแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองจะตัดสินกันอย่างไร จะยอมกันอย่างไรในระบบรัฐสภา? สุดท้ายมันอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขให้แก่กลุ่มนอกรัฐสภา มาจัดสรรอำนาจทางการเมืองในสังคมไทยแทน

เกษียร เตชะพีระ: มันมีสองอย่างซ้อนกันอยู่ในคำถามที่ผมได้ยินนะครับ คำถามแรกก็คือพูดอย่างตรงไปตรงมา มันมีอคติต่อนักเลือกตั้ง อันนี้มีมรดกมายาวนาน ผมเป็นส่วนหนึ่งของมรดกนี้ อย่างที่บรรยายไปว่าประชาชาตินิยมฝ่ายซ้ายไม่สนใจประชาธิปไตยในแง่รูปแบบสถาบัน เน้นอำนาจที่เป็นเนื้อหาของคนชั้นล่าง ไม่เคยคิดเลยว่าสถาบันในระบบการเมืองเช่นการเลือกตั้ง พรรคเลือกตั้ง รัฐสภา ฯลฯ จะเป็นเวทีการต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญได้ นี้เป็นจริตแบบเหมาอิสม์และผมก็เติบโตมาในธรรมเนียมการคิดแบบนี้ มีคตินี้อยู่ในตัว แล้วอย่างที่เป็นอยู่จริงในสังคมไทย การเมืองในระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็ค่อนข้างจะเป็นเวทีของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนใหญ่ ทำให้รู้สึกว่าที่ผ่านมา มันไม่มีโอกาสที่จะใช้ช่องทางพวกนี้ไปบรรลุอะไรได้สักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับช่องทางการเมืองบนท้องถนน แม้แต่สมัยรัฐบาลคุณชวน หลีกภัยก็ยังไม่ใช่ รัฐบาลจากการเลือกตั้งตอนนั้นยังเป็นส่วนยอดของแกนอำนาจเทคโนแครตราชการ และดำเนินนโยบายตามเทคโนแครตและระบบราชการ

ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงมาเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของคุณทักษิณ ช่วงคุณทักษิณนี้แหละที่กระบวนการจัดวางนโยบายเปลี่ยน และรัฐบาลกับพรรคการเมืองกำหนดนโยบายเองแล้วให้ราชการรับไปทำได้ และนโยบายเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชน โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม มีพลังมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองเสนอนโยบายแล้ว ชนะใจประชาชน ไม่ใช่เพราะเส้นสายเครือข่ายอุปถัมภ์ ไม่ใช่เพราะเครือข่ายหัวคะแนนเลือกตั้งในอดีต พรรคไทยรักไทยสามารถคิดนโยบายที่สอดคล้องตอบสนองสภาพชีวิตและปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมของคนจนและคนชายขอบ นโยบายแบบนี้แหละที่จะมีอายุยืน ที่สอดรับเชิงโครงสร้างกับความเป็นจริงของสังคมเศรษฐกิจไทย ซึ่งพรรคอื่นต่อให้ไม่ใช่พรรคไทยรักไทยก็จะต้องทำต่อ

ดังนั้น ในความหมายนี้ คงเป็นเรื่องยากที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบที่รัฐบาลสุรทธทำจะชนะประชานิยมได้ เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะสำหรับคนดี แต่ประชานิยมไม่ได้เรียกร้องให้คุณเป็นคนดี ก่อนรับเงิน 30บาท หรือก่อนที่จะรับเงินกู้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท

ผมพูดอย่างซีเรียสนะครับ เพราะว่าในงานวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ที่ได้ไปทำวิจัยภาคสนามมา [3] พบว่าคนที่ไปเข้าร่วมหมู่บ้านในโครงการพระราชดำริไม่ได้มีชีวิตสะดวกสบายแบบสังคมบริโภคนิยมในเมือง โดยทั่วไปเขาไม่มีทีวี และครอบครัวเดียวที่มีทีวีในหมู่บ้านก็เปิดดูอยู่เวลาเดียวทั้งวัน คือข่าวในพระราชสำนักช่วง 2 ทุ่ม เท่านั้น เราทำได้เหรอครับ นี่คือชาวบ้านที่ไม่ยอมเอาธนบัตรใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะบนธนบัตรมีพระบรมฉายาลักษณ์ นึกออกไหมครับ เพื่อจะร่วมปฏิบัติปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องอาศัยอุดมการณ์เหนียวแน่นพอสมควร ถึงจะต้านทานทุนนิยม บริโภคนิยมอย่างนั้นได้

และผมคิดว่าคนที่อยู่กับสังคมบริโภคนิยมแบบเรา ๆ คงลำบากมากที่จะไปอยู่ตรงนั้น เมื่อเผชิญนโยบายประชานิยม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบที่รัฐบาลสุรยุทธ์ทำอาจไม่มีพลังพอที่จะสู้ เพราะกล่าวให้ถึงที่สุดก็เป็นแค่เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแค่นั้นเอง

ผมคิดว่ามันน่าจะมีทางเลือกนโยบายอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ เช่น รัฐสวัสดิการ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นจริงทางสังคมว่า ตราบที่รัฐสวัสดิการยังไม่กลายเป็นนโยบายรูปธรรมที่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง คนก็ย่อมจะเลือกเอาประชานิยม ผมว่ามาถึงจุดนี้ เรามาถึงเพดานความเป็นไปได้ของรูปการการต่อสู้บนท้องถนนแล้ว และถ้าเราไม่เดินไปสู่รูปการการต่อสู้แบบพรรคการเมือง รัฐสภา และนโยบายทางเลือก เราก็ไม่มีทางชนะประชานิยมของไทยรักไทย อันนี้เป็นขีดจำกัดของเรา

ส่วนที่เสนอว่า ทำไมไม่มองนักเลือกตั้งด้วยสายตาใหม่? ทำไมไม่มองนักการเมืองด้วยสายตาใหม่? เอางี้แล้วกันครับ ถ้าความเลวทรามต่ำช้าของผมที่ผ่านมาคือการมองนักการเมืองนักเลือกตั้งด้วยสายตาค้านลบด้านเดียวแล้ว ผมก็อยากเตือนท่านด้วยความเคารพรักว่า อย่าเพิ่งมองนักการเมืองนักเลือกตั้งด้วยสายตาด้านบวกด้านเดียวเช่นกัน ที่ถูกเราควรมองเขาอย่างที่เขาเป็นจริง และใช้เขาในฐานะเครื่องมือเพื่อไปบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญ ว่าเราท่านจะใช้เครื่องมืออย่างนั้นอย่างไร ถ้าท่านคิดว่าที่ผ่านมาผมทำผิดแล้ว ก็อย่าทำซ้ำความผิดของผมในมุมกลับสิครับ

สายชล สัตยานุรักษ์: ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวามองความรักชาติต่างกันอย่างไร? และผลที่ตามมาเป็นอย่างไร? อีกคำถามคือพอเข้าใจได้ว่าทำไมฝ่ายขวาคิดแบบอำนาจนิยม แต่ทำไมฝ่ายซ้ายก็คิดแบบอำนาจนิยมด้วยเหมือนกัน? ดังที่อาจารย์พูดว่าฝ่ายซ้ายก็นึกถึงรัฐแบบเครื่องมือเหมือนกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อฝ่ายซ้ายมีอุดมการณ์ที่เชื่อว่าจุดหมายบั้นปลายคือการสลายรัฐ

รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ: ผมขออนุญาตทดลองตอบแบบกวนตีนนะครับ คือในระยะยาวเราก็ต้องการสลายรัฐแบบที่อาจารย์พูดเหมือนกัน ปัญหาอยู่ตรงในระยะยาวนั้น พวกเราก็คงตายกันหมดแล้ว (in the long run, we are all dead) ผมขอแนะนำให้อาจารย์ลองอ่านหนังสือของคริส เบเกอร์ กับอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร เล่มล่าสุดเรื่อง A History of Thailand ในบทต้น ๆ ทั้งคู่ตั้งข้อสังเกตบางอย่างไว้น่าสนใจ หากพูดใหม่ด้วยภาษาของผมคือถ้าข้ามการแบ่งค่ายแบ่งขั้วทางการเมืองระดับทั่วไปเช่น ซ้าย/ขวา, royalist/anti-royalist ฯลฯ และมองในระดับ Meta-Discourse คือเหนือกว่าหรือข้ามพ้นวาทกรรมที่ฝ่ายต่าง ๆ ใช้แล้ว การเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 Traditions ใหญ่ๆ ได้แก่ ขออนุญาตใช้ภาษาตีความของผมอีกนั่นแหละครับ - แบบรัฐนิยม กับ แอนตี้รัฐ โดย Tradition รัฐนิยม เชื่อว่ามีอำนาจรัฐแล้วจะแก้ปัญหาได้ ในกรอบนี้ ขวากับซ้ายไม่แตกต่างกัน คือซ้ายสมัยนั้นก็เชื่อแบบเนื้อเพลงปฏิวัติที่ชื่อ ฝ่าพายุ ว่าอำนาจรัฐของประชา จะได้มานั้นต้องลุกขึ้นจับปืน ติดตามพรรคไปทุกวันคืน หนทางอื่นไม่มีแล้วแน่นอน ขอให้ได้อำนาจรัฐมาก่อนแล้วจะแก้ปัญหาของโลกได้ และเผอิญฝ่ายขวาเองก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน

ในแง่กลับกัน อีก Tradition แอนตี้รัฐ ผมหมายถึงคนอย่างเทียนวรรณ นรินทร์ ภาษิต และบรรดากบฏทางปัญญาความคิดคนอื่น ๆ หรือ แนวคิดแบบชาวบ่อนอก บ้านกรูด หรือชาวบ้านสมัชชาคนจนที่ลุกขึ้นมาประท้วงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ พวกเขาคือคนที่คิดว่ารัฐแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พวกเขาไม่ได้แล้ว มิหนำซ้ำยังรัฐยังเป็นตัวสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้พวกเขาเสียเอง วิธีแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มจากข้างนอกรัฐ เช่นในระดับหมู่บ้านชุมชนและเครือข่ายสังคมเป็นต้น

000

เชิงอรรถโดยประชาไท

[1] เกษียร เตชะพีระ เคยนำเสนอเรื่องนี้มาก่อนแล้ว โปรดดู การเมืองไทยจาก ๑๔-๖ ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน ใน มติชนสุดสัปดาห์, ปีที่ 22 ฉบับที่ 1156 (14-20 ต.ค. 2545), หน้า 30, ปีที่ 22 ฉบับที่ 1157 (21-27 ต.ค. 2545), หน้า 38-39, ปีที่ 22 ฉบับที่ 1158 (28 ต.ค. พ.ย. 2545), หน้า 43.

ต่อมามีการนำเสนอบทความนี้ เป็นบทความลำดับที่ 1441 ของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550) โปรดดู เกษียร เตชะพีระ, การเมืองไทยจาก ๑๔- ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน ใน เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

[2] รายละเอียดของเอกสารลับดังกล่าว โปรดดู ประดาบ (นามแฝง) เปิดคำสั่งลับ สนธิ ทำสงครามประชาชน ใน เว็บไซต์ไฮทักษิณ 11 พ.ย. 2550.

เอกสารลับมากฉบับนี้ออกมาจากส่วนราชการ ยก.ทบ. (กองนโยบายและแผน) เลขที่หนังสือ กห 0403/512 วันที่ 26 กันยายน 2550 เรื่อง สรุปการบรรยายพิเศษและการประชุมมอบโอวาทของผบ.ทบ. ให้กับ ผบ.หน่วยระดับกองพันขึ้นไป โดย พล.ต. อักษรา เกิดผล จก.ยก.ทบ. ทำถึง ผบ.ทบ. เพื่อขออนุญาตนำคำบรรยายของผบ.ทบ. ไปแจกจ่ายเพื่อนำไปยึดถือเป็นกรอบในการปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ (คลิกที่นี่เพื่ออ่านเอกสาร 1 หรือ 2)

[3] ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550).

โดยปรับปรุงมาจากวิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2547 ของชนิดาเอง

......................

จากประชาไท 10 มกราคม 2550

http://www.prachatai.com/05web/th/home/10817


พฤหัส 10

มกรา 50